ตั้งแต่เดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา คลื่นแห่งความโกรธของประชาชน ดูเหมือนจะเป็นคลื่นลูกใหญ่ที่ซัดขึ้นฝั่งประเทศในแถบเอเชีย เห็นได้จากม็อบการขับไล่นายกรัฐมนตรีอันวาร์ อิบราฮิม ในมาเลเซีย และคลื่นนี้เองก็ได้แปรเปลี่ยนเป็นลมแห่งความหวัง พัดขึ้นไปที่กรุงกาฐมาณฑุ ประเทศเนปาล ทำให้ประชาชนรวมตัวกันโดยนัดหมาย เพื่อต่อต้านปัญหาคอร์รัปชันที่ฝังรากลึกในประเทศ และลมนี้ก็ได้พัดกลับมาที่หลายรัฐของอินโดนีเซีย แสดงออกในรูปแบบการนัดรวมตัว เพื่อประท้วงปัญหาปากท้องและการใช้ความรุนแรงของรัฐ และล่าสุดเป็นคราวของประเทศฟิลิปปินส์ ที่ประชาชนออกมาประท้วงต้านทุจริตโครงการป้องกันน้ำท่วม

กระแสธารแห่งการต่อสู้ก็ยังดำเนินต่อไปอย่างไม่หยุดหย่อน เพราะประชาชนในแต่ละประเทศลุกขึ้นมาเปล่งเสียง ตั้งคำถาม และออกมาเขียนประวัติศาสตร์หน้าใหม่ที่แสดงถึงพลังของเจ้าของประเทศ

ผู้คนทั่วโลกกำลังเปล่งเสียงเรียกร้องเรื่องอะไร? แล้วประเทศไทยอยู่ตรงไหนในประวัติศาสตร์การประท้วงของโลก? 🗺️

เพื่อไม่ให้ลืมเส้นทางการต่อสู้ที่เกิดขึ้น ดาต้า แฮทช ชวนสำรวจข้อมูลการประท้วงทั่วโลก ตั้งแต่ปี 2017-2025 ที่บันทึกโดย Global Protest Tracker


กระแสธารในช่วง 8 ปีที่ผ่านมา ทั่วโลกเกิดการประท้วงขึ้นทั้งหมด 926 ครั้ง และในข้อมูลดังกล่าวยังแบ่งประเภทของการประท้วงเป็นมิติต่างๆ เพื่อย้ำเตือนถึงจุดชนวนของการแสดงออกของประชาชน ตั้งแต่มิติทางการเมือง คอร์รัปชัน เศรษฐกิจ มิติด้านเพศ ที่ครอบคลุมตั้งแต่ การต่อสู้เรื่องความหลากหลายทางเพศ ตลอดจนสิทธิสตรี และมิติที่เกี่ยวข้องกับการระบาดของ COVID-19

เส้นคลื่นที่หนาที่สุดหนีไม่พ้น “มิติด้านการเมือง” (สีแดง) ซึ่งถือว่าเป็นด้านที่ผูกโยงกับชีวิตผู้คนไว้โดยตรง และผูกกับปัญหาใหญ่ที่ยากที่จะแตะต้อง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องความไม่พอใจการบริหารจัดการของผู้นำ พรรครัฐบาล การบังคับใช้กฎหมายที่สะกิดต่อมเอ๊ะ และกระตุกต่อมโกรธของประชาชน อย่างที่เห็นม็อบไม่เอาเผด็จการ “No Kings” ที่ชาวอเมริกาออกมาต่อต้านการใช้อำนาจราวกับกษัตริย์ ของโดนัลด์ ทรัมป์ และในปี 2024 การประท้วงที่เกี่ยวกับการเลือกตั้ง และการต่อต้านรัฐบาลเกิดขึ้นกว่า 160 ครั้งทั่วโลก ซึ่งเป็นสัญญาณเตือนถึงความไม่พอใจที่เกิดกับรัฐบาล รวมถึงความไม่โปร่งใสในการจัดเลือกตั้ง และในปีนี้ ประเทศไทยก็ได้ร่วมคลื่นการประท้วงรัฐบาลไปกับประวัติศาสตร์โลก ในม็อบชาวนาและการชุมนุมของกลุ่ม “รวมพลังแผ่นดิน” ที่นัดชุมนุมขับไล่ แพทองธาร ชินวัตร จากกรณีคลิปเสียงโทรศัพท์กับสมเด็จฮุน เซน

ในประเทศที่ประชาธิปไตยไม่แข็งแรงอย่างประเทศแอลจีเรีย ปัญหาด้านการเมืองนั้นมักจะมาพร้อมกับคอร์รัปชัน (สีน้ำเงิน) ดังนั้นเมื่อฟางเส้นสุดท้ายขาด ชาวแอลจีเรียก็ไม่รีรอที่จะออกมาพูดถึงการใช้อำนาจที่ล้นเกินของประธานาธิบดี และกลุ่มอภิสิทธิ์ชนที่ได้ผลประโยชน์บนความทุกข์ยากของประชาชน  นโยบายทางการเมืองนี้เองก็ยังผูกโยงกับปัญหาด้านเศรษฐกิจ (สีเขียว) ด้วยเช่นกัน อย่างที่เห็นในการรวมตัวส่งสัญญาณไม่พอใจในการขยายอายุเกษียณในประเทศฝรั่งเศส และการที่ประชาชนแสดงออกถึงความกังวลในการขึ้นมามีอำนาจของพรรคการเมืองฝั่งขวา ที่มีอุดมการณ์ที่คัดค้านสิทธิการทำแท้ง ซึ่งถือเป็นมิติด้านเพศ (สีชมพู) รวมถึงการจัดการโรคระบาดในช่วงยุค COVID-19 (สีเหลือง) ที่กระทบการใช้ชีวิตของประชาชนทั่วทุกมุมโลก

ภาพรวมของจำนวนการประท้วงที่เกิดขึ้นใน 8 ปีที่ผ่านมานี้ ทวีปที่เกิดการประท้วงมากที่สุดคือ ยุโรป 317 ครั้ง รองลงมาคือ เอเชีย 267 ครั้ง แอฟริกา 178 ครั้ง อเมริกาใต้ 83 ครั้ง อเมริกาเหนือ 66 ครั้ง และโอเชียเนีย 15 ครั้ง

ตัวเลขนี้ไม่ได้แปลตรงตัวได้ว่ายุโรปเกิดปัญหามากกว่าทวีปอื่น เพราะจำนวนการประท้วงนั้นพ่วงเรื่อง “สิทธิเสรีภาพทางการเมือง” ที่ยึดโยงกับเสรีภาพในการแสดงออกเข้าไว้ด้วยกัน ภาครัฐจะตอบสนองการส่งเสียงของประชาชนอย่างไรนั้น ขึ้นอยู่กับความเป็นประชาธิปไตยของประเทศนั้นๆ และทางเลือกที่แย่ที่สุด หนีไม่พ้นการใช้ความรุนแรงตอบโต้

เมื่อเข้าไปดูจำนวนการปราบปรามที่รุนแรงจากรัฐที่เกิดขึ้นจะพบว่า ทวีปเอเชียครองแชมป์การใช้ความรุนแรงกว่า 65 ครั้ง → แอฟริกา 62 ครั้ง  → อเมริกาใต้และยุโรป 23 ครั้ง → ทวีปอเมริกาเหนือจำนวน 11 ครั้ง → โอเชียเนีย 2 ครั้ง

เมื่อคิดเป็นสัดส่วนการตอบโต้ที่รุนแรงจากรัฐต่อการประท้วง (ยิ่งจำนวนอัตราส่วนหลังมาก แปลว่ามีการปราบปรามน้อย) จะพบว่าทวีปแอฟริกามีการปราบปรามจากรัฐที่ถี่ที่สุด กล่าวคือ ทุกการประท้วง 3 ครั้งจะเกิดการใช้ความรุนแรงจากรัฐ 1 ครั้ง → เอเชียและอเมริกาใต้ทุกๆ 4 ครั้ง (1:4) → อเมริกาเหนือทุกๆ 6 ครั้ง (1:6) → โอเชียเนียทุกๆ 8 ครั้ง (1:8)

ถึงแม้ว่าจำนวนครั้งการปราบปรามของอเมริกาใต้จะเท่ากับยุโรป  แต่เมื่อคิดเป็นสัดส่วนการใช้ความรุนแรงจากรัฐแล้ว ยุโรปจะอยู่ที่ 1:14 หรือทุกๆ การประท้วง 14 ครั้ง รัฐจะใช้ความรุนแรงตอบโต้ 1 ครั้ง ซึ่งถือว่าน้อยที่สุดในบรรดาทุกทวีป อาจมองได้ว่ารัฐบาลยุโรปไม่นิยมใช้ความรุนแรงในการตอบโต้การชุมนุม และให้สิทธิเสรีภาพในการแสดงออกทางการเมืองมากกว่าทวีปอื่น

เมื่อหันหลังมองประวัติศาสตร์โลกก็จะพบว่าชีวิตในปัจจุบัน ล้วนเป็นผลมาจากการลุกขึ้นมาต่อสู้ของผู้คนในอดีต ที่พยายามทำให้โลกน่าอยู่ขึ้น ถึงแม้ว่าเราจะไม่อาจสรุปทิศทางของคลื่นความเปลี่ยนแปลงได้อย่างชัดเจน เพราะเรากำลังอยู่ในคลื่นนั้น แต่ท้ายที่สุดแล้วการกระทำของเราในวันนี้ จะปรากฏเป็นหน้าหนึ่งในประวัติศาสตร์ และคนรุ่นหลังก็จะเป็นผู้ตัดสิน

แต่สิ่งหนึ่งที่เห็นได้ชัดคือ การประท้วงของผู้คนปัจจุบันได้ปรับเปลี่ยนไปตามวิถีสังคม พลังของความโกรธบนโลกออนไลน์ในยุคสมัยปัจจุบัน สามารถรวมตัวเป็นเกลียวคลื่นที่แปรเปลี่ยนเป็นความเปลี่ยนแปลงได้ในโลกจริง

การมีส่วนร่วมทางการเมือง บางครั้งไม่ได้จำกัดอยู่ในรูปแบบของการลงถนนประท้วง นำเสนอข้อเรียกร้อง หรือการเข้าคูหาเลือกตั้งเสมอไป บางครั้งอาจเป็นเพียงการหยิบหนังสือขึ้นมาอ่าน แล้วตั้งคำถามกับความเชื่อของตัวเอง บางครั้งเป็นการจินตนาการถึงชีวิตที่ดีกว่า หลังจากการไปเที่ยวต่างแดน บางครั้งอาจเป็นการรวมตัวกันเพื่อส่งสัญญาณ ว่าเราจะไม่นิ่งเฉยต่อความอยุติธรรม บางครั้งอาจเป็นวิ่งที่มีจุดมุ่งหมายร่วมกันอย่างการ #วิ่งเพื่อเสรีภาพ ✊☂️🗣️🏃‍♂️

North America

การประท้วงในทวีปอเมริกาเหนือช่วง 8 ปีที่ผ่านมาเกิดขึ้นทั้งหมด 66 ครั้ง เหตุการณ์ที่สำคัญที่สุดคือ การประท้วงในปี 2020 ที่ต่อต้านการใช้ความรุนแรงของเจ้าหน้าที่ตำรวจต่อคนผิวดำ ชนวนเกิดจากการที่ตำรวจผิวขาวในรัฐมินิโซต้าใช้เข่ากดคอจอร์จ ฟลอยด์ ขณะจับกุมตัว จนทำให้จอร์จเสียชีวิต ประชาชนต่างออกมาประนามการกระทำที่เกินกว่าเหตุของตำรวจ และเรียกร้องความเป็นธรรมให้จอร์จ ฟลอยด์ รวมถึงผู้เสียชีวิตผิวดำคนอื่นๆ ที่เสียชีวิตด้วยการสังหารของตำรวจผิวขาว

South America

ในส่วนทวีปอเมริกาใต้ ดินแดนที่ประกอบด้วยประเทศขั้วตรงข้าม (Antipode) ประเทศไทย มีการประท้วงเกิดขึ้นทั้งหมด 83 ครั้ง การชุมนุมการประท้วงครั้งใหญ่ครั้งหนึ่ง ในปี 2019 เกิดขึ้นที่โบลิเวีย จุดชนวนเกิดจากความไม่พอใจในผู้นำ เรื่องการจัดการกับปัญหาไฟป่า ที่กินระยะเวลากว่าสามเดือน และลามพื้นที่ป่าดิบชื้นแอมะซอนไปมากกว่า 10 ล้านเอเคอร์ (ประมาณ 25.3 ล้านไร่) นอกจากนี้ประชาชนต่อต้านนโยบายด้านการเกษตร ที่ขัดแย้งกับคำสัญญาของผู้นำในการอนุรักษ์ป่า

Africa

ทวีปแอฟริกาเป็นทวีปที่ประสบปัญหาความชุลมุนวุ่นวายทางการเมือง คล้ายแถบบ้านเรา ราวกับว่าสองดินแดนนี้ต้องคำสาปเรื่องผู้นำและคอร์รัปชัน ตัวอย่างหนึ่งทำประชาชนพุ่งปรี๊ด คือ ท่าทีของศาลที่มีแนวโน้มขยายเวลาการดำรงตำแหน่งของประธานาธิบดี Faure Gnassingbé ในโตโก

ประชาชนไม่พอใจที่ประธานาธิบดี Faure Gnassingbé ชนะการเลือกตั้งสองปีติด ในปี 2015 และ 2020 ท่ามกลางหลักฐานเรื่องการโกงการเลือกตั้ง และมีแนวโน้มว่าในสมัยที่สามศาลจะอนุญาตให้ Faure ลงสมัครการเลือกตั้งอีกครั้ง และมีชัยชนะคอยอยู่เหมือนเดิม ด้วยเหตุนี้จึงทำให้ประชาชนพร้อมใจกันลงถนน แสดงจุดยืนต่อต้านผู้นำ และรัฐบาลรับมือด้วยการปิดการเข้าถึงทางอินเทอร์เน็ต เพื่อทำให้ลดระดับการรวมตัวของประชาชน และใช้คำสั่งปราบปรามอย่างรุนแรงจนทำให้มีผู้เสียชีวิต และในปี 2025 ถึงแม้ Faure Gnassingbé จะไม่ได้เข้ารับตำแหน่งประธานาธิบดี แต่ล่าสุดเขาได้รับการแต่งตั้งให้ประธานสภารัฐมนตรี ที่ไม่มีการกำหนดวาระการดำรงตำแหน่ง เหตุดังกล่าวทำให้นักวิจารณ์พากันเรียกระบบตุลาการโตโกว่าเป็น “ศาลรัฐประหาร”

Europe

การประท้วงในทวีปยุโรปเกิดขึ้นมากที่สุด คือ 317 ครั้ง และที่ไม่พูดถึงไม่ได้คือ ความนิยมของฝ่ายขวาที่พุ่งสูงมากขึ้นในทวีปยุโรป จึงทำให้เกิดการชุมนุมเกือบทุกหัวเมืองในเยอรมัน ในนามการประท้วงเพื่อต่อต้านพรรคฝ่ายขวาจัด (AfD) จุดชนวนเกิดจากความกังวลในนโยบายที่เอนขวาสุดโต่ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องการจัดการผู้อพยพ และคะแนนความนิยมพรรคที่พุ่งสูงขึ้นเท่าตัวภายในระยะเวลาไม่กี่ปี จนทำให้ได้คะแนนเสียงเป็นอันดับสองจากการเลือกตั้งปี 2025 นอกจากนี้หลายประเทศในยุโรป เช่น เดนมาร์ก เนเธอแลนด์ ก็กำลังประสบปัญหาการขาดแคลนแรงงาน จนทำให้ต้องขยายวาระเกษียณไปที่อายุ 67 ปี

และในปี 2023 ฟินแลนด์เองก็มีนโยบายเพิ่มการทำงาน และลดสวัสดิการของคนตกงาน และเป็นที่มาของการประท้วงนัดหยุดแรงงานจนทำให้ประเทศหยุดชะงัก

Asia

สำหรับทวีปเอเชีย นอกจากที่จะเป็นบ้านให้ประชากรโลกกว่า 60% แล้ว ยังเป็นพื้นที่บันทึกร่องรอยของลัทธิอาณานิคมและจักรวรรดินิยม (colonialism) ที่ผลกระทบยังมีให้เห็นถึงปัจจุบัน อย่างที่เห็นใน การประท้วงเรียกร้องประชาธิปไตยในฮ่องกง ปี 2019

จุดชนวนเกิดจากประเทศจีนประกาศว่ามีแผนบังคับใช้ ‘กฎหมายความมั่นคง’ ในฮ่องกง ซึ่งชาวฮ่องกงมองว่า กฎหมายนี้มีขึ้นเพื่อปราบปรามผู้เห็นต่างจากรัฐ รวมถึงริดรอนเสรีภาพในการแสดงออกทางการเมือง ชาวฮ่องกงจึงพร้อมใจกันรวมตัวแสดงจุดยืนความไม่พอใจต่อรัฐบาลจีน การชุมนุมดังกล่าวเป็นจุดย้ำเตือนประวัติศาสตร์ว่า ลัทธิอาณานิคมไม่ได้จบลง เมื่ออังกฤษส่งคืนฮ่องกงให้กับจีน ในวันที่ 1 กรกฎาคม 1997 แต่หากยังสร้างความขัดแย้งทางการเมืองจนถึงปัจจุบัน

Oceania

โอเชียเนีย เป็นพื้นที่ในมหาสมุทรแปซิฟิกที่มัดรวมออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ ปาปัวนิวกินี หมู่เกาะฟิจิ และเกาะอื่นๆ ไว้อีกจำนวนมาก รวมถึงเป็นที่อยู่ของชาวพื้นเมืองหลากหลายกลุ่ม นอกจากประเด็นความขัดแย้งระหว่างชาวพื้นเมืองและรัฐบาลแล้ว การชุมนุมในปี 2021 ชาวออสเตรเลียออกมายืนเคียงข้าง Brittany Higgins และเรียกร้องคุ้มครองจากการใช้ความรุนแรงและการเลือกปฏิบัติทางเพศ ในเหตุการณ์ที่เธอถูกล่วงละเมิดทางเพศในสำนักงานรัฐมนตรี เหตุการณ์นี้แสดงให้เห็นว่าประเด็นเรื่องเพศในออสเตรเลียก็ยังติดหล่ม และต้องพัฒนาไปพร้อมกับประเด็นด้านอื่นๆ

เมื่อหันหลังมองประวัติศาสตร์โลกก็จะพบว่าชีวิตในปัจจุบัน ล้วนเป็นผลมาจากการลุกขึ้นมาต่อสู้ของผู้คนในอดีต ที่พยายามทำให้โลกน่าอยู่ขึ้น ถึงแม้ว่าเราจะไม่อาจสรุปทิศทางของคลื่นความเปลี่ยนแปลงได้อย่างชัดเจน เพราะเรากำลังอยู่ในคลื่นนั้น แต่ท้ายที่สุดแล้วการกระทำของเราในวันนี้ จะปรากฏเป็นหน้าหนึ่งในประวัติศาสตร์ และคนรุ่นหลังก็จะเป็นผู้ตัดสิน

แต่สิ่งหนึ่งที่เห็นได้ชัดคือ การประท้วงของผู้คนปัจจุบันได้ปรับเปลี่ยนไปตามวิถีสังคม พลังของความโกรธบนโลกออนไลน์ในยุคสมัยปัจจุบัน สามารถรวมตัวเป็นเกลียวคลื่นที่แปรเปลี่ยนเป็นความเปลี่ยนแปลงได้ในโลกจริง

การมีส่วนร่วมทางการเมือง บางครั้งไม่ได้จำกัดอยู่ในรูปแบบของการลงถนนประท้วง นำเสนอข้อเรียกร้อง หรือการเข้าคูหาเลือกตั้งเสมอไป บางครั้งอาจเป็นเพียงการหยิบหนังสือขึ้นมาอ่าน แล้วตั้งคำถามกับความเชื่อของตัวเอง บางครั้งเป็นการจินตนาการถึงชีวิตที่ดีกว่า หลังจากการไปเที่ยวต่างแดน บางครั้งอาจเป็นการรวมตัวกันเพื่อส่งสัญญาณ ว่าเราจะไม่นิ่งเฉยต่อความอยุติธรรม บางครั้งอาจเป็นวิ่งที่มีจุดมุ่งหมายร่วมกันอย่างการ #วิ่งเพื่อเสรีภาพ 🏃‍♂️

.

ที่มา:

https://carnegieendowment.org/features/global-protest-tracker?lang=en&fbclid=IwY2xjawNr1SBleHRuA2FlbQIxMABicmlkETFKREFDUW5NZVVxYmdnQ1JSAR40wxM8qZz74bdVRfzqhZvifRTWuuTDA1w3ENUdEgNKHAHKOTwgJXWBkNEV0w_aem_5f6gVkggCSgqt0SeBe3mtw

https://carnegieendowment.org/emissary/2024/12/election-antigovernment-gaza-global-protest-tracker-2024?fbclid=IwY2xjawNr1SFleHRuA2FlbQIxMABicmlkETFKREFDUW5NZVVxYmdnQ1JSAR4Hm0IpTXjgVnxmpw6VeNwDmCdtrNNrGw23yEJb02yFHH7LY_PNXeYPorI9Zw_aem_7c9bEef7OzE2VKPwo7sGsQ&lang=en