ค่าไฟฟ้าที่เป็นธรรมสำหรับครัวเรือน
Fair power for all
ค่าไฟฟ้าเป็นบริการพื้นฐานที่มีความจำเป็นต่อการดำรงชีวิตของประชาชนในทุกครัวเรือน ไม่ว่าจะเป็นการใช้แสงสว่าง การประกอบอาหาร การเรียนรู้ หรือการทำงาน อย่างไรก็ตาม ในช่วงที่ผ่านมา ประชาชนจำนวนมากได้รับผลกระทบจากอัตราค่าไฟฟ้าที่เพิ่มสูงขึ้นและโครงสร้างราคาที่เข้าใจได้ยาก
ประเด็นค่าไฟฟ้าจึงไม่ใช่เพียงเรื่องเศรษฐกิจหรือพลังงานเท่านั้น
แต่เกี่ยวข้องโดยตรงกับ “สิทธิมนุษยชน” โดยเฉพาะสิทธิในการดำรงชีวิตอย่างมีคุณภาพ
และสิทธิในการเข้าถึงบริการสาธารณะอย่างเป็นธรรม
ด้วยเหตุนี้ โครงการนี้จึงจัดทำขึ้นเพื่อศึกษาข้อมูลอย่างรอบด้าน เปิดพื้นที่ให้ทุกภาคส่วนมีส่วนร่วม และนำไปสู่ข้อเสนอเชิงนโยบายที่ทำให้การกำหนดอัตราค่าไฟฟ้ามีความเหมาะสมและเป็นธรรมต่อภาคครัวเรือน
ภาพรวม
โครงการ
สิทธิมนุษยชน
กับพลังงาน
โครงสร้าง
ไฟฟ้าไทย
ผลกระทบและ
ความเป็นธรรม
สิทธิมนุษยชนกับพลังงาน
ไฟฟ้าไม่ใช่แค่พลังงาน แต่คือ “สิทธิ”
ไฟฟ้าอาจดูเหมือนเป็นเพียงสิ่งพื้นฐานในชีวิตประจำวัน แต่แท้จริงแล้วมันคือ “สิทธิขั้นพื้นฐาน” ที่ทุกคนควรเข้าถึงได้อย่างเป็นธรรม เราใช้ไฟฟ้าในการใช้ชีวิต ทำงาน ดูแลสุขภาพ และเรียนรู้ จนแทบจะแยกไม่ออกจากคุณภาพชีวิตของเราเอง คำถามจึงไม่ใช่แค่ “มีไฟใช้หรือไม่” แต่คือ “เข้าถึงได้อย่างเป็นธรรมเพียงใด” และเมื่อมองลึกลงไป จะพบว่าเรื่องไฟฟ้าไม่ได้มีแค่เรื่องการผลิตหรือการใช้ แต่เชื่อมโยงกับสิทธิของผู้คนในหลายมิติ ตั้งแต่การเข้าถึง การจ่ายไหว สิ่งแวดล้อม ไปจนถึงการมีส่วนร่วมในการกำหนดอนาคตของระบบพลังงาน ซึ่งทั้งหมดนี้คือ 6 มิติของสิทธิด้านพลังงานที่เราควรรู้และชวนกันทำความเข้าใจไปพร้อมกัน
สิทธิการมีส่วนร่วม
การมีส่วนร่วมของประชาชนเรื่องการจัดการทรัพยากรเป็นสิทธิของประชาชน รัฐธรรมนูญฯ พ.ศ. 2560 มาตรา ๕๗ กล่าวไว้โดยสรุปว่า รัฐมีหน้าที่เปิดโอกาสให้ประชาชนและชุมชนเข้าไปมีส่วนร่วมในการจัดการทรัพยากรและรับประโยชน์ตามที่กฎหมายบัญญัติ ซึ่งในบริบทเรื่องพลังงาน ครอบคลุมถึงสิทธิในการแสดงความคิดเห็นและร่วมกำหนดทิศทางโครงสร้างค่าไฟ รวมถึงแผน PDP ของประเทศ เพราะพลังงานคือทรัพยากรที่ส่งผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตของทุกคน มาตรานี้จึงเป็นหัวใจสำคัญที่ยืนยันว่า เสียงของประชาชนต้องได้รับการรับฟังในขั้นตอนการบริหารจัดการทรัพยากร เพื่อให้เกิดความสมดุลระหว่างความมั่นคงทางพลังงาน ความยั่งยืนทางสิ่งแวดล้อม และราคาที่เข้าถึงได้
สิทธิในการเข้าถึง
และใช้ประโยชน์จาก
ทรัพยากรธรรมชาติ
ในรัฐธรรมนูญฯ มาตรา ๕๖ เน้นย้ำถึงการมีส่วนร่วมของประชาชนในกระบวนการตัดสินใจด้านการจัดการทรัพยากรธรรมชาติ ประชาชนควรมีสิทธิรับรู้ข้อมูล แสดงความคิดเห็น และมีบทบาทในการกำหนดทิศทางนโยบายที่ส่งผลต่อชีวิตความเป็นอยู่ของตนเอง เช่น การจัดสรรก๊าซธรรมชาติจากอ่าวไทย ซึ่งเป็นทรัพยากรของประเทศ การตัดสินใจเกี่ยวกับการใช้และการแบ่งปันทรัพยากรดังกล่าวควรเปิดโอกาสให้ประชาชนมีส่วนร่วมอย่างแท้จริง เพื่อให้เกิดความโปร่งใส เป็นธรรม และสอดคล้องกับประโยชน์ของสังคมโดยรวม
สิทธิในการพัฒนา
ปฏิญญาว่าด้วยสิทธิในการพัฒนาให้ความสำคัญกับแนวคิดที่ว่า “การพัฒนา” เป็นกระบวนการที่ประชาชนทุกคนควรมีสิทธิในการมีส่วนร่วม สนับสนุน และได้รับประโยชน์จากการพัฒนาอย่างเป็นธรรม เพื่อความอยู่ดีกินดีอย่างยั่งยืน การไปถึงเป้าหมายการพัฒนาที่เป็นธรรมได้ การพัฒนาต้องอยู่บนพื้นฐานของการมีส่วนร่วมที่กระตือรือรื้น และเป็นการพัฒนาที่มีความหมาย
สิทธิในสิ่งแวดล้อมที่ดี
แนวคิดเรื่องสิทธิในสิ่งแวดล้อมที่ดีตั้งอยู่บนฐานที่ว่า สิทธิมนุษยชนและสิ่งแวดล้อมเป็นสิ่งที่พึ่งพาซึ่งกันและกันอย่างไม่สามารถแยกจากกันได้ สภาพแวดล้อมที่สะอาด และดีต่อสุขภาพเป็นเงื่อนไขพื้นฐานที่ทำให้มนุษย์สามารถใช้สิทธิขั้นพื้นฐานอื่นๆ ได้อย่างเต็มที่ ไม่ว่าจะเป็นสิทธิด้านสุขภาพ สิทธิในการดำรงชีวิตอย่างมีศักดิ์ศรี ในบริบทของสิ่งแวดล้อมและเรื่องไฟฟ้า สิทธิในสิ่งแวดล้อมที่ดีมักผูกโยงกับประเด็นเรื่องผลกระทบมลพิษที่เกิดขึ้นจากโรงไฟฟ้าในพื้นที่ ซึ่งประเด็นดังกล่าวเป็นประเด็นที่ กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ มักได้รับการร้องเรียน โดยเฉพาะอย่างยิ่งโรงไฟฟ้าชีวมวล
สิทธิในการเข้าถึง
บริการพื้นฐานของรัฐ
คนไทยทุกคนมีสิทธิเข้าถึงบริการพื้นฐานของรัฐ เพราะมาตรา ๕๖ ระบุไว้ว่า รัฐต้องจัดหรือดําเนินการให้มีสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐานที่จําเป็นต่อการดํารงชีวิตของประชาชนอย่างทั่วถึงตามหลักการพัฒนาอย่างยั่งยืน ทั้งนี้ในรัฐธรรมนูญระบุไว้ว่ารัฐต้องดูแลมิให้มีการเรียกเก็บค่าบริการจนเป็นภาระแก่ประชาชนเกินสมควร นั่นหมายความว่า การเข้าถึงบริการพื้นฐานอย่างค่าไฟนั้น ต้องมาพร้อมกับราคาที่เหมาะสม จนไม่กลายเป็นภาระเกินสมควร
สิทธิในการได้รับบริการ
ของรัฐที่มีคุณภาพ
“คุณภาพ” ของบริการไฟฟ้า ไม่ได้หมายถึงเพียงความเสถียรของระบบไฟฟ้าเท่านั้น แต่รวมถึงการที่ประชาชนสามารถเข้าถึงบริการในราคาที่เหมาะสม และมีส่วนร่วมในการกำหนดอัตราค่าไฟที่สอดคล้องกับการใช้งานจริงของตนเองได้
การมีส่วนร่วมดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของ สิทธิในการได้รับบริการของรัฐที่มีคุณภาพ ซึ่งควรคำนึงถึงความเป็นธรรมต่อผู้ใช้ไฟในแต่ละกลุ่ม ตัวอย่างเช่น ผู้ใช้ไฟฟ้าบางกลุ่ม โดยเฉพาะผู้ที่ไม่มีสิทธิในที่ดินทำกิน มักจำเป็นต้องใช้ไฟฟ้าในประเภทชั่วคราวเช่นเดียวกับไซต์ก่อสร้าง ซึ่งมีอัตราค่าไฟสูงกว่าปกติ (เช่น หน่วยละ 6.8025 บาท ในเดือนมกราคม 2569)
สถานการณ์เช่นนี้สะท้อนถึงความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงบริการไฟฟ้า และชี้ให้เห็นถึงความจำเป็นที่ประชาชนควรมีสิทธิในการตั้งคำถามและมีส่วนร่วมในการกำหนดโครงสร้างค่าไฟ เพื่อให้บริการไฟฟ้าตอบสนองต่อคุณภาพชีวิตของประชาชนอย่างแท้จริง ทั้งนี้ หลักการดังกล่าวสอดคล้องกับรัฐธรรมนูญที่รับรองสิทธิของประชาชนในการมีส่วนร่วมกำหนดนโยบายสาธารณะที่ส่งผลต่อโครงสร้างพื้นฐานของประเทศ
อ้างอิงจาก
รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๖๐
สิทธิมนุษยชนกับการพัฒนา ปฏิญญาว่าด้วยสิทธิในการพัฒนา แนวทางปฏิบัติและมาตรฐานสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศ เอกสารลำดับที่ 6
ในระดับสากล การเข้าถึงพลังงาน โดยเฉพาะไฟฟ้า ได้รับการยอมรับแล้วว่าเป็นปัจจัยพื้นฐานในการดำรงชีวิตที่มีคุณค่าอย่างมีศักดิ์ศรี และการเข้าถึงนี้สัมพันธ์โดยตรงกับสิทธิมนุษยชนหลายประการ เช่น สิทธิในการมีมาตรฐานความเป็นอยู่ที่เหมาะสม สิทธิในการได้รับบริการสุขภาพ และสิทธิในการศึกษา เพราะไฟฟ้าจำเป็นต่อการจัดเก็บอาหารและยา การสูบน้ำสะอาด แสงสว่างเพื่อการศึกษา และการรักษาสภาพความเป็นอยู่ที่ปลอดภัยสบายใจ เป็นต้น หากขาดไฟฟ้าที่เพียงพอและราคาเข้าถึงได้ สิทธิเหล่านี้จะถูกกระทบอย่างร้ายแรง
ภาคครัวเรือนในประเทศไทยเข้าถึงไฟฟ้า
ได้ในสัดส่วนสูง และไฟฟ้ามีความสำคัญ
ต่อการดำรงชีพในหลายมิติ
ข้อมูล การใช้จ่ายพลังงานของครัวเรือน พ.ศ. 2567 ของสำนักงานสถิติแห่งชาติ เสนอข้อมูลเกี่ยวกับการใช้จ่ายพลังงานด้านต่าง ๆ ของครัวเรือน โดยประมวลผลข้อมูลจากโครงการสำรวจภาวะเศรษฐกิจและสังคมของครัวเรือน ชี้ว่าเกือบทั้งประเทศการถึงการใช้ไฟฟ้าได้แล้ว โดย กทม. นนทบุรี ปทุมธานี และสมุทรปราการ และภาคภาคตะวันออกเฉียงเหนือสัดส่วนครัวเรือนที่มีไฟฟ้าใช้ 100% ภาคกลางและภาคใต้ 99.9%
และภาคเหนือน้อยที่สุด คือ 99.8%
ภาระค่าไฟฟ้าแพง คือ ความยากจนทางพลังงาน
ความยากจนทางพลังงาน หมายถึง สถานการณ์ที่ครัวเรือนไม่สามารถเข้าถึงพลังงานที่ “เพียงพอ เชื่อถือได้ และราคาไม่แพง” เพื่อให้ตอบสนองความต้องการพื้นฐานในการดำรงชีวิต เช่น แสงสว่าง การทำอาหาร ใช้อุปกรณ์ไฟฟ้า และความสบายในบ้าน (อุณหภูมิ เหมาะกับการอยู่อาศัย) ได้อย่างมั่นคง
เมื่อค่าไฟฟ้าหรือราคาพลังงานสูงเกินไป โดยเฉพาะในครัวเรือนที่มีรายได้น้อย — ความเครียดทางการเงินจากค่าใช้จ่ายพลังงานอาจกินสัดส่วนรายได้เป็นจำนวนมาก ทำให้ครอบครัวไม่มีเงินพอสำหรับใช้จ่ายด้านอื่น ๆ ที่จำเป็น เช่น อาหาร การศึกษา สุขภาพ หรือค่าครองชีพอื่น ๆ — นี่คือแกนของปัญหาความยากจนทางพลังงาน
ตัวอย่างผลกระทบของความยากจนทางพลังงานที่กระทบต่อสิทธิของการมีชีวิตที่ดี
ทำให้ไม่สามารถใช้พลังงานพื้นฐานได้เพียงพอสำหรับการดำรงชีวิตที่เหมาะสม
เช่น แสงสว่างไม่เพียงพอสำหรับการใช้ชีวิตประจำวันหรือเด็กอ่านหนังสือยามค่ำคืน
ทำให้ไม่สามารถใช้เครื่องใช้ไฟฟ้าที่จำเป็นต่อสุขอนามัยและความปลอดภัย
เช่น ตู้เย็นสำหรับเก็บอาหาร เครื่องดูดอากาศ หรืออุปกรณ์ที่ช่วยลดความร้อนในบ้าน
จำกัดความสามารถในการสร้างสภาพการอยู่อาศัยที่ดีต่อสุขภาพ
เช่น ไม่สามารถควบคุมอุณหภูมิภายในบ้าน ทำให้บ้านร้อนหรือเย็นเกินไป
จำกัดโอกาสทางการศึกษา การทำงาน และการเข้าถึงบริการดิจิทัล
เช่น ไม่สามารถชาร์จอุปกรณ์สื่อสาร ใช้อินเทอร์เน็ตหรือเข้าร่วมกิจกรรมออนไลน์ได้อย่างต่อเนื่อง
เพิ่มความเสี่ยงต่อการถูกกีดกันทางสังคม
เพราะมาตรฐานการใช้ชีวิตขั้นต่ำที่สังคมยอมรับ เช่น ความสว่างในบ้าน ความสะดวกในการสื่อสาร หรือการเข้าถึงข้อมูลข่าวสาร ถูกจำกัดลง
นโยบายด้านพลังงานที่ดี ช่วยยกระดับสิทธิมนุษยชน ลดความเหลื่อมล้ำได้
ในเชิงนโยบาย ปัญหาความยากจนทางพลังงานสะท้อนให้เห็นว่ารัฐต้องเข้ามาจัดการอย่างจริงจัง ไม่ใช่เพียงเร่งให้ทุกครัวเรือนเข้าถึงไฟฟ้าเท่านั้น แต่ต้องทำให้ประชาชนสามารถเข้าถึงพลังงานใน “ราคาที่เหมาะสมและเป็นธรรม” (affordable and fair) ควบคู่ไปกับการอยู่อาศัยในบ้านที่มี “ประสิทธิภาพพลังงาน” (energy efficiency) เพียงพอ ไม่ต้องใช้อุปกรณ์มากเกินความจำเป็นจนค่าไฟฟ้าสูงเกินกำลัง โดยเฉพาะกลุ่มเปราะบางอย่างครัวเรือนรายได้น้อย ผู้สูงอายุ หรือผู้พิการ ซึ่งมีความเสี่ยงตกสู่ความยากจนทางพลังงานมากกว่ากลุ่มอื่น
European Parliament หรือ รัฐสภายุโรป ชี้ว่าความยากจนทางพลังงานเป็นประเด็นด้าน “สิทธิขั้นพื้นฐาน” ที่รัฐต้องรับผิดชอบ เพราะพลังงานมีผลโดยตรงต่อคุณภาพชีวิต สุขภาพ และโอกาสของประชาชน ไม่ต่างจากการเข้าถึงที่อยู่อาศัย การศึกษา และบริการสาธารณสุข ขณะที่ European Anti-Poverty Network (EAPN) ซึ่งเป็นเครือข่ายองค์กรภาคประชาชนระดับยุโรปที่ทำงานรณรงค์เชิงนโยบายเพื่อขจัดความยากจนและความเหลื่อมล้ำทางสังคม ก็เตือนว่าหากปล่อยให้ราคาพลังงานสูงขึ้นโดยไม่มีมาตรการรองรับ ครัวเรือนจะถูกบีบให้ลดการใช้พลังงานขั้นต่ำที่จำเป็นต่อการมีชีวิตที่ดี ซึ่งถือเป็นรูปแบบหนึ่งของ “ความเหลื่อมล้ำเชิงโครงสร้าง” ที่ส่งผลในระยะยาว
สำหรับประเทศไทย รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2560 วางหลักการสำคัญเกี่ยวกับสาธารณูปโภคและผู้บริโภคไว้ชัดเจน มาตรา 56บัญญัติว่า “รัฐต้องจัดหรือดำเนินการให้มีสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐานที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิตของประชาชนอย่างทั่วถึง… การจัดหรือดำเนินการดังกล่าวรัฐต้องดูแลมิให้มีการเรียกเก็บค่าบริการจนเป็นภาระแก่ประชาชนเกินสมควร” กล่าวคือ รัฐมีหน้าที่ป้องกันไม่ให้ค่าบริการสาธารณูปโภค (รวมถึงค่าไฟฟ้า) สูงจนเกินควรเป็นภาระของประชาชน อันเป็นหลักเรื่อง “ความเหมาะสม” ของภาระค่าใช้จ่าย นอกจากนี้ มาตรา 56 วรรคสองยังกำหนดให้โครงสร้างพื้นฐานที่จำเป็นต่อชีวิตต้องอยู่ภายใต้การถือครองของรัฐไม่น้อยกว่า 51% (เพื่อให้รัฐยังควบคุมทิศทางได้) และเมื่อให้เอกชนร่วมดำเนินการ รัฐต้องได้รับผลตอบแทนอย่างเป็นธรรมโดยคำนึงถึงการลงทุนของรัฐ และ ค่าบริการที่จะเรียกเก็บจากประชาชน
พระราชบัญญัติการประกอบกิจการพลังงาน พ.ศ. 2550 (กฎหมายหลักที่ใช้กำกับกิจการไฟฟ้าและก๊าซธรรมชาติ) ได้จัดตั้งองค์กรกำกับดูแลกิจการพลังงานและวางหลักเกณฑ์เรื่องค่าไฟฟ้าไว้อย่างชัดเจน กฎหมายฉบับนี้มีวัตถุประสงค์หลักหลายประการ โดย
มาตรา 7 ระบุวัตถุประสงค์ ข้อ (1) ให้ “ส่งเสริมให้มีบริการด้านพลังงานอย่างเพียงพอ มีความมั่นคง และมีความเป็นธรรมต่อผู้ใช้พลังงานและผู้รับใบอนุญาต”
และ ข้อ (2) ให้ “ปกป้องผลประโยชน์ของผู้ใช้พลังงานทั้งทางด้านอัตราค่าบริการและคุณภาพการให้บริการ” นั่นคือกฎหมายมุ่งให้บริการไฟฟ้ามีทั้งปริมาณเพียงพอ/มั่นคงและ คิดอัตราค่าบริการอย่างเป็นธรรม ต่อทั้งผู้บริโภคและผู้ประกอบการ ควบคู่กับการคุ้มครองผู้บริโภคด้านราคาและคุณภาพอีกด้วย
โครงสร้างราคาไฟฟ้าของไทย ใครกำหนด กำหนดยังไง?
หลักการสำคัญของค่าไฟฟ้าที่เราใช้อยู่ทุกวัน ควร “สะท้อนต้นทุนจริง” และ “อยู่ในระดับที่ประชาชนสามารถรับได้” โดยไม่เป็นภาระเกินควร และในขณะเดียวกัน ก็ต้องจูงใจให้เกิดการลงทุนและรักษาคุณภาพของระบบไฟฟ้าในระยะยาว
ในกระบวนการนี้ หน่วยงานต่างๆ มีหน้าที่แตกต่างกัน แต่ต้องทำงานเชื่อมโยงกันตามบทบาทที่กฎหมายกำหนด:
ฝ่ายนโยบาย:
รัฐบาลและ กพช. (คณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ) กำหนดทิศทางหลักของระบบพลังงาน เช่น โครงสร้างราคาโดยรวม การช่วยเหลือกลุ่มเปราะบาง หรือแนวทางส่งเสริมพลังงานสะอาด
ฝ่ายกำกับดูแล:
กกพ. (คณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน) เป็นผู้จัดทำหลักเกณฑ์ ตรวจสอบต้นทุน และอนุมัติอัตราค่าไฟในแต่ละรอบ พร้อมเปิดให้มีการรับฟังความคิดเห็นจากทุกฝ่าย
ฝ่ายปฏิบัติการ:
กฟผ., กฟภ., กฟน. ทำหน้าที่ผลิตไฟฟ้า ส่งไฟ และจำหน่ายสู่บ้านเรือนและภาคธุรกิจ โดยอยู่ภายใต้โครงสร้างราคาและมาตรฐานที่กำหนด
ทั้งหมดนี้อยู่ภายใต้กรอบของรัฐธรรมนูญและกฎหมายที่ให้ความสำคัญกับ “ความเป็นธรรม” และ “ความเหมาะสม” ทั้งในแง่ของผู้ใช้ไฟและผู้ให้บริการ