ถ้าไม่ได้เกิดมาโชคร้ายถึงขั้นแพ้อาหารทะเล ก็คงเคยได้ลิ้มรสความหวานฉ่ำของซีฟู้ดอยู่บ้าง ไม่ว่าจะเป็นกุ้งเผา หมึกทอดกระเทียม หรือสารพัดเมนูปลาสด จิ้มกับน้ำจิ้มซีฟู้ดรสจัดเรียกความแซ่บได้ในคำเดียว ความอร่อยแบบนี้หาได้ยากจากที่อื่น รสชาติของอาหารทะเลไทยก็ได้รับการยอมรับในระดับโลก สะท้อนผ่านตัวเลขการส่งออกที่ติดอันดับต้น ๆ ของโลกมาโดยตลอด
ตลอดกว่าทศวรรษที่ผ่านมา อุตสาหกรรมประมงไทยเผชิญแรงกดดันจากโลกในประเด็นสิทธิแรงงาน ตั้งแต่การทำงานเกินเวลา ค่าตอบแทนไม่เป็นธรรม ไปจนถึงข้อกล่าวหาเรื่องการบังคับใช้แรงงานข้ามชาติบนเรือกลางทะเล พื้นที่ซึ่งการตรวจสอบทำได้จำกัด แม้ภาครัฐจะออกมาตรการกำกับดูแลและปรับปรุงกฎหมายต่อเนื่อง แต่อุตสาหกรรมนี้ยังคงถูกจับตาจากทั่วโลก
เบื้องหลังอาหารทะเลหนึ่งจาน กระบวนการเริ่มต้นไกลจากครัวหลายร้อยกิโล ลูกเรือข้ามชาติทำงานเป็นกะบนเรือท่ามกลางแดด ลม เป็นหลายสัปดาห์ก่อนจะได้กลับขึ้นฝั่ง การเข้าเทียบท่ามีรอบจำกัด การขนถ่ายสัตว์น้ำต้องทำแข่งกับเวลา ก่อนที่วัตถุดิบจะถูกส่งต่อไปยังโรงงานแปรรูปและตลาดปลายทางในต่างประเทศ กระบวนการเหล่านี้เป็นสิ่งที่เราในฐานะผู้บริโภคมองไม่เห็นมากนัก ทั้งที่จริงแล้วความซับซ้อนของเรื่องนี้มีหลายเลเยอร์ ทั้งเรื่องของสิทธิแรงงาน การค้ามนุษย์ ระบบนายหน้าที่ไม่เป็นธรรม ไปจนถึงกฎหมายจากประเทศปลายทางว่าจะรับหรือไม่รับอาหารทะเลของไทย
ประเด็นสิทธิแรงงานจึงเชื่อมโยงโดยตรงกับความสามารถในการแข่งขันของประเทศ เมื่อมาตรฐานแรงงานและความโปร่งใสกลายเป็นเงื่อนไขทางการค้า ตลาดนำเข้าหลายแห่งเริ่มกำหนดข้อกำหนดที่เข้มงวดขึ้น อุตสาหกรรมประมงไทยจึงไม่ได้เผชิญเพียงแรงกดดันด้านภาพลักษณ์ แต่ต้องเร่งปรับตัวเพื่อรักษาตำแหน่งในตลาดโลก
ก่อนมื้อถัดไปจะมาถึง บทความนี้ชวนมองลึกไปกว่าความสดในจาน ผ่านข้อมูลแรงงานประมง ตัวเลขการส่งออก และสถานะของประเทศไทยในอุตสาหกรรมอาหารทะเลโลก เพื่อสำรวจว่าความสามารถในการแข่งขันของไทยตั้งอยู่บนต้นทุนแบบใด และเมื่อมาตรฐานแรงงานสากลเข้มงวดขึ้น อุตสาหกรรมอาหารทะเลไทยพร้อมปรับตัวแค่ไหนในเวทีการค้าโลก
*บทความนี้อยู่ภายใต้โครงการ EJF COAST Project

ใบเหลืองจาก IUU เร่งไทยเริ่มแก้ไขปัญหาในทะเล
ก่อนจะไปดูสถานการณ์ของประเทศไทย จำเป็นต้องทำความรู้จักกับ ‘IUU Regulation’ กลไกสำคัญ
การประมงแบบ IUU หมายถึงการทำการประมงที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย โดย IUU มาจากคำว่า Illegal, Unreported และ Unregulated ครอบคลุมตั้งแต่การทำประมงที่ฝ่าฝืนกฎหมาย การไม่รายงานหรือรายงานข้อมูลการจับปลาอย่างไม่ถูกต้อง ไปจนถึงการทำประมงไร้กฎเกณฑ์ ไม่ปฏิบัติตามมาตรการอนุรักษ์ หากประเทศต้นทางไม่สามารถควบคุมการทำประมงให้ถูกกฎหมาย โปร่งใส และตรวจสอบได้ ก็มีความเสี่ยงที่จะถูกกีดกันจากตลาดการค้าโลก
ในปี 2010 สหภาพยุโรป (EU) ได้นำแนวปฏิบัติขององค์การอาหารและการเกษตรแห่งสหประชาชาติ (FAO) มาปรับใช้ และออกกฎระเบียบที่เรียกว่า EU IUU Regulation โดยมีเป้าหมายหลักเพื่อยกระดับการตรวจสอบย้อนกลับ (Traceability) ของผลิตภัณฑ์อาหารทะเลที่นำเข้าและจำหน่ายในประเทศสมาชิก EU ผ่านระบบใบรับรองการจับปลา (Catch Certificate Scheme)
ปี 2015 ประเทศไทยเคยได้ใบเหลืองจาก IUU เพราะมีข้อบกพร่องในระบบการติดตาม ควบคุม และการลงโทษ (monitoring, control, sanctioning) ของการประมง ไทยในตอนนั้นถูกจับตาจากทั่วโลก เกิดเป็นแรงกดดันใหญ่ให้ประเทศไทยรีบจัดการยกระดับระบบกำกับดูแลประมงและการบังคับใช้ในทะเล หากไม่ทำ จะไม่มีประเทศไหนรับอาหารทะเลของไทยเข้าไป ทำให้ความอร่อยของทะเลไทยจะไม่ถูกส่งขึ้นจานแน่นอน
หลังจากนั้นประเทศไทยจึงเดินหน้าเพิ่มมาตรการกำกับดูแลประมงอย่างเข้มข้น ทั้งการตรวจเรือ การควบคุมการทำประมง และการพัฒนาระบบติดตาม รวมถึงการออกกฎหมายด้านการบริหารจัดการทะเลและจัดตั้งหน่วยงานกลางเพื่อดูแลผลประโยชน์ทางทะเลของประเทศ จนสามารถปลดใบเหลืองออกไปได้ แต่ก็ยังคงมีประเด็นอื่นๆ ที่ไทยยังจัดการได้ไม่ครบถ้วน

ก่อนเคยเป็นเจ้าสมุทรส่งออก ปัจจุบันร่วงไป 10 อันดับ
เพราะอาหารทะเลจานไหนของไทยก็ขึ้นชื่อเรื่องความสด อร่อย ต่อให้นำไปแปรรูปเป็นอาหารประเภทอื่นก็ยังคงความอร่อยไว้ได้ การส่งออกอาหารทะเลของไทยจึงเป็นอีกอุตสาหกรรมที่ช่วย GDP ของประเทศไทย ในปี 2568 ที่ผ่านมา ประเทศไทยส่งออกอาหารทะเลหลายประเภท ไม่ว่าจะเป็นกุ้งสด หมึกสด เนื้อปลาสด ไปจนถึงอาหารกระป๋อง โดยมีผลิตภัณฑ์มวลรวม หรือ GDP ภาคการประมง อยู่ที่ 138,358 ล้านบาท
ถ้าเอา GDP ภาคการประมงไทยทั้งปีไปสร้างหนัง Finding Nemo ที่ใช้งบประมาณ 94 ล้านเหรียญสหรัฐ เราจะได้หนังประมาณ 44 เรื่องต่อปี ทำให้เห็นภาพขึ้นว่า จริง ๆ แล้วมูลค่าทางเศรษฐกิจจากทะเลไทยไม่น้อยเลย
แม้เราจะปลดใบเหลืองของ IUU ออกไปได้ สะท้อนถึงพัฒนาการที่ดีขึ้น GDP ของภาคการประมงอยู่ในระดับสูง แต่หากมองภาพรวมในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา ตัวเลขการส่งออกอาหารทะเลของไทยสะท้อนแนวโน้มปริมาณและมูลค่าการส่งออกลดลงต่อเนื่อง จากเดิมที่เคยติดอันดับต้น ๆ ของโลก ปัจจุบันประเทศไทยร่วงลงมาอยู่อันดับที่ 13
ปริมาณการส่งออกอาหารทะเลของไทยในแต่ละปีขึ้นๆ ลงๆ โดยเฉพาะในช่วง 2–3 ปีหลัง จากข้อมูลการค้าสินค้าประมงระหว่างประเทศ กองนโยบายและแผนพัฒนาการประมง กรมประมง ประมวลผลข้อมูลจากกรมศุลกากร เก็บข้อมูลย้อนหลัง 10 ปี ตั้งแต่ปี 2015 พบว่าในปี 2015 ปริมาณการส่งออกของเราอยู่ที่ประมาณ 1,683,566.81 ตัน เป็นมูลค่า 208,148.59 ล้านบาท
หลังจากนั้น 5 ปีถัดมาในปี 2020 ปริมาณการส่งออกลดลงประมาณ 40,000 ตัน เหลือ 1,646,585.07 ตัน และมีมูลค่าลดลงเหลือ 196,785.61 ล้านบาท ถัดมาอีก 5 ปี ในปี 2025 ปริมาณการส่งออกลดลงไปอีกเกือบ 3 แสนตัน เหลือเพียง 1,393,682.63 ตันเท่านั้น และมีมูลค่าการส่งออก 185,575.06 ล้านบาท ลดลงจาก 10 ปีก่อนถึง 22,573.53 ล้านบาท
สัดส่วนที่หายไปกว่า 2 หมื่นล้านบาท เกิดขึ้นจากหลายสาเหตุ เช่น การปิดระยะเวลาน่านน้ำ ต้นทุนในการออกเรือเพิ่มขึ้น ตลอดจนปัญหาสภาพแวดล้อมต่าง ๆ แต่หนึ่งในนั้นที่ปฏิเสธไม่ได้ว่าอาจมีส่วนทำให้การส่งออกอาหารทะเลไทยลดลง คือมาตรการและกฎหมายที่เข้มงวดมากขึ้นของประเทศปลายทาง เพราะแต่ละประเทศเองถูกควบคุมด้วย IUU เช่นกัน หากมีการนำเข้าอาหารที่เกี่ยวข้องกับการละเมิดสิทธิแรงงาน หรือปัญหาอื่น ๆ ที่ทำให้การประมงไม่โปร่งใส ประเทศผู้นำเข้าก็อาจถูกเพ่งเล็งไปด้วย

แรงงานข้ามชาติในทะเลไทยยังไม่ปลอดภัย
ภาคประมงไทยเผชิญแรงกดดันทั้งจากต้นทุนเชื้อเพลิงสูงขึ้น ทรัพยากรทางทะเลลดลง และการขาดแคลนแรงงาน ขณะเดียวกัน ประเทศเพื่อนบ้านจำนวนหนึ่งประสบปัญหาทางเศรษฐกิจ ทำให้แรงงานข้ามชาติไหลเข้าสู่ภาคประมงไทยมากขึ้น ยิ่งทำให้ระบบแรงงานนอกกฎหมายขยายตัว พร้อมความเสี่ยงด้านการคุ้มครองที่เพิ่มขึ้น ประเด็นนี้สะท้อนผ่านจำนวนเรือและแรงงานที่ทำงานอยู่ในทะเลไทยในปัจจุบัน
จากรายงานสถิติการประมงตามมาตรา 9 แห่งพระราชกำหนดการประมง เดือนพฤศจิกายน 2568 พบว่า ปัจจุบันท้องทะเลไทยมีเรือประมง 54,102 ลำ แบ่งเป็นเรือประมงพื้นบ้าน 8,904 ลำ และเรือประมงพาณิชย์ 45,198 ลำ ด้านจำนวนแรงงานในเรือประมงมีทั้งหมด 80,098 คน เป็นแรงงานข้ามชาติ (seabook) 39,332 คน ส่วนใหญ่เป็นชาวเมียนมาและกัมพูชา และแรงงานไทย (seaman book) 40,766 คน แรงงานข้ามชาติมีจำนวนใกล้เคียงกับแรงงานไทย แต่สิทธิของแรงงานเหล่านี้ยังไม่ได้รับการดูแลที่ดีเพียงพอ
กราฟด้านบนของภาพแสดงข้อมูลจาก TIP Reports ย้อนหลัง 10 ปี เกี่ยวกับจำนวนคดีค้ามนุษย์ในแต่ละปี โดยปลาในอวนคือจำนวนคดีที่เกิดขึ้นในปีนั้น ความยาวของอวนขึ้นอยู่กับ Tier ที่ประเทศไทยได้รับในปีนั้น ยิ่งยาวแปลว่าสถานการณ์ยิ่งแย่ ปลาเยอะก็แปลว่าคดีเยอะเช่นกัน
ในช่วง 5 ปีหลัง มีข้อมูลอีกชุดหนึ่งเพิ่มเข้ามา คือจำนวนคดีการใช้แรงงานบังคับด้านประมงของสำนักงานศาลยุติธรรม แต่ละปีมีจำนวนไม่เท่ากัน เช่น ปี 2022 มี 15 คดี ปี 2023 ลดลงเหลือ 5 คดี แต่กลับเพิ่มขึ้นในปี 2024 และ 2025 เป็น 9 และ 7 คดีตามลำดับ ตัวเลขทั้งสองชุดแตกต่างกันเพราะกฎหมายด้านประมงที่เปลี่ยนไป ส่งผลให้วิธีการจัดเก็บคดีแตกต่างกันด้วย
ปัจจุบันไทยออกกฎหมายหลายฉบับ เช่น ข้อกำหนดเรื่องขนาดพื้นที่พักอาศัยบนเรือ อาหาร น้ำดื่ม และอุปกรณ์ความปลอดภัย ตลอดจนการคุ้มครองพื้นฐาน มีการกำหนดมาตรฐานเวลาพักอย่างน้อย 10 ชั่วโมงใน 24 ชั่วโมง และการจ่ายค่าจ้างผ่านระบบบัญชีธนาคารเพื่อป้องกันการไม่จ่ายค่าแรง
อย่างไรก็ตาม กฎหมายดังกล่าวยังคงมีช่องโหว่ โดยเฉพาะการตรวจสอบกรณีละเมิดสิทธิแรงงานและการบังคับใช้แรงงาน ประเด็นแรกคือเรื่องสัญญาจ้าง มีไม่ถึง 30% ที่ได้รับเอกสารสัญญาจ้างเป็นลายลักษณ์อักษร แรงงานเกินกว่าครึ่งไม่ได้พกเอกสารราชการไว้กับตัว และต้องทำงานมากถึง 13 ชั่วโมงต่อวัน มากกว่าที่กฎหมายกำหนดไว้ สิทธิในการเข้าถึงประกันสังคมก็น้อยกว่าแรงงานในอุตสาหกรรมอื่น ๆ รวมถึงประเด็นความปลอดภัยเมื่อต้องออกไปทำงานกลางทะเล ทั้งที่อุตสาหกรรมประมงมีความเสี่ยงสูง
นอกจากนี้ มูลนิธิเพื่อสิทธิมนุษยชนและการพัฒนา (HRDF) เผยแพร่รายงานและจดหมายของแรงงานข้ามชาติ ส่วนใหญ่เป็นแรงงานพม่า และบางส่วนเป็นแรงงานไทยในมาเลเซีย พบว่าแรงงานจำนวนมากไม่ได้รับความเป็นธรรม ไม่ว่าจะเป็นค่าใช้จ่ายในการจัดหางานที่ถูกหักเป็นค่าธรรมเนียมนายหน้า ทั้งในประเทศต้นทางและปลายทาง เกิดภาวะหนี้สินตั้งแต่เริ่มต้นทำงาน รวมถึงการถูกหักค่าจ้าง ทำให้ไม่ได้รับเงินเต็มจำนวน และไม่ได้ถือบัตร ATM ไว้กับตัว แม้จะมีการโอนเงินผ่านธนาคารแล้วก็ตาม
แรงงานข้ามชาติบนเรือประมงอาจอยู่ไกลจากสายตา ทำให้เราหลงลืมไปว่า ความอร่อยของกุ้ง หอย ปู และปลาในแต่ละมื้อ มีคนกลุ่มหนึ่งทำงานอยู่เบื้องหลัง หากความอร่อยนั้นต้องแลกมากับความไม่เป็นธรรมและความเสี่ยงอันตราย ความสดของอาหารทะเลอาจไม่สำคัญเท่ากับสิทธิและคุณภาพชีวิตของผู้ที่ทำให้มันมาถึงจานของเรา
5 ประเทศปลายทางมีมาตรการชัดเจน เร่งไทยต้องปรับให้ทัน
ประเทศจุดหมายปลายทางย่อมมีบทบาทกับเราไม่น้อย หลาย ๆ ประเทศปลายทางเริ่มตื่นตัวและให้ความสำคัญกับประเด็นสิทธิของแรงงานประมงมากขึ้น โดยประเทศผู้นำเข้า 5 อันดับแรกในปี 2567 คือ สหรัฐอเมริกา ญี่ปุ่น ออสเตรเลีย สหภาพยุโรป (EU) และเกาหลีใต้
ประเทศผู้นำเข้าอาหารทะเลรายใหญ่ต่างอยู่ภายใต้แรงกดดันจากกฎหมายและนโยบายด้านสิทธิมนุษยชนและการประมงที่เข้มงวดขึ้น เช่น EU IUU Regulation และ TIP Report ของสหรัฐฯ ทำให้ประเทศปลายทางไม่สามารถเพิกเฉยต่อที่มาของอาหารทะเลได้อีกต่อไป เพราะหากปล่อยให้มีสินค้าเกี่ยวข้องกับการทำประมงผิดกฎหมายหรือการละเมิดสิทธิแรงงาน ก็อาจกระทบต่อความน่าเชื่อถือของประเทศผู้นำเข้าเอง
สหรัฐอเมริกา TIP Report
สหรัฐอเมริการับอาหารทะเลจากไทยมากถึงร้อยละ 20.9 ขึ้นเป็นอันดับหนึ่งของประเทศที่นำเข้าอาหารทะเลจากไทย พร้อมกันนั้น สหรัฐฯ เองก็มีมาตรการที่น่าสนใจ คือ TIP Report หรือรายงานสถานการณ์การค้ามนุษย์ (Trafficking in Persons Report) ซึ่งเป็นรายงานประจำปีของรัฐบาลสหรัฐอเมริกา ที่ใช้ประเมินสถานการณ์การค้ามนุษย์ของประเทศต่าง ๆ ทั่วโลก รวมถึงความพยายามของแต่ละรัฐในการป้องกัน ปราบปราม และคุ้มครองเหยื่อการค้ามนุษย์ รายงานฉบับนี้ไม่ได้เป็นเพียงเอกสารด้านสิทธิมนุษยชน แต่ยังทำหน้าที่เป็นเครื่องมือเชิงนโยบายที่ส่งผลต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ
ในปี พ.ศ. 2557 ประเทศไทยถูกปรับลดอันดับลงมาอยู่ใน Tier 3 ซึ่งเป็นระดับต่ำสุด สะท้อนถึงสถานการณ์การค้ามนุษย์ที่รุนแรง แต่ถัดมาในปี 2558 ไทยอยู่ใน Tier 2 Watch List และค่อย ๆ ไต่ระดับกลับมาที่ Tier 2 หลังจากนั้น หมายความว่า ไทยยังไม่ถึงมาตรฐานขั้นต่ำทั้งหมด แต่มีความพยายามอย่างมีนัยสำคัญ
แม้การจัดอันดับดังกล่าวจะไม่ได้ส่งผลโดยตรงต่อการห้ามนำเข้าสินค้าจากไทยเข้าสู่สหรัฐอเมริกา แต่ในทางปฏิบัติกลับสร้างความกังวลอย่างมีนัยสำคัญต่อรัฐบาลไทยในขณะนั้น โดยเฉพาะผลกระทบต่อภาพลักษณ์และความเชื่อมั่นของผู้บริโภคในตลาดโลก อุตสาหกรรมที่ถูกจับตามองมากเป็นพิเศษหนีไม่พ้นอุตสาหกรรมประมง อาหารแช่แข็ง และกุ้ง เพราะมีความเชื่อมโยงกับแรงงานข้ามชาติ และเป็นสินค้าส่งออกหลักไปยังสหรัฐอเมริกา
ญี่ปุ่น Act on Ensuring Proper Distribution and Importation of Specified Aquatic Animals and Plants
แม้ว่าประเทศญี่ปุ่นจะรายล้อมไปด้วยน้ำทะเล และโดดเด่นด้วยความอร่อยฉ่ำของซาชิมิและซูชิหลากหลายรสชาติประจำชาติอยู่แล้ว ญี่ปุ่นยังคงนำเข้าอาหารทะเลจากไทยถึงร้อยละ 16.3 เป็นอันดับสอง รองจากสหรัฐอเมริกา
สำหรับมาตรการควบคุมการนำเข้า ญี่ปุ่นประกาศใช้กฎหมายใหม่ในปี 2020 ภายใต้ชื่อ Improvement of Domestic Trade of Specific Marine Animals and Plants Act โดยมีเป้าหมายเพื่อสร้าง alignment ให้สอดคล้องกับมาตรการของ European Union (EU) และ the United States of America (USA)
การดำเนินการของญี่ปุ่นในครั้งนี้สร้างแรงสะเทือนให้กับ international ocean governance เนื่องจากญี่ปุ่นถือเป็นประเทศขนาดใหญ่อันดับสามของโลกในด้านการประมง กฎหมายดังกล่าวมี key actions อยู่ 3 ประเด็น ได้แก่ การจัดการและกำกับดูแลสายพันธุ์สัตว์น้ำให้ชัดเจน การเสริมสร้างความโปร่งใสและความสามารถในการตรวจสอบย้อนกลับของกระบวนการทำประมง ตลอดจนการผลักดันความร่วมมือระหว่างประเทศ
ถัดมาในวันที่ 1 ธันวาคม 2022 ญี่ปุ่นได้ประกาศใช้กฎหมายเพิ่มเติม คือ the Act on Ensuring the Proper Domestic Distribution and Importation of Specified Aquatic Animals and Plants ซึ่งเป็นกฎหมายควบคุมการนำเข้าสัตว์น้ำบางชนิดที่มีความเสี่ยงเกี่ยวข้องกับ IUU โดยใช้ระบบเอกสารรับรองแหล่งที่มา และเพิ่มระดับการควบคุมให้เข้มงวดมากขึ้น นับว่าเป็นระบบการจัดการ anti-IUU ที่ครอบคลุมเป็นอันดับสามของโลก รองลงมาจากสหภาพยุโรปและสหรัฐอเมริกา
ออสเตรเลีย RPOA-IUU / IPOA-IUU
ประเทศที่สามที่อาหารทะเลไทยส่งออกไปถึง คือ ออสเตรเลีย อีกหนึ่งประเทศที่มีลักษณะเป็นเกาะและรายล้อมด้วยทะเล แต่ยังคงนำเข้าอาหารทะเลจากไทยมากถึงร้อยละ 5.9
มาตรการของออสเตรเลียไม่ได้จำกัดอยู่เพียงกฎหมายภายในประเทศเท่านั้น แต่ยังครอบคลุมความร่วมมือระดับภูมิภาคและนานาชาติ ผ่านกรอบ International Plan of Action ที่มุ่งต่อต้าน IUU fishing มากกว่าการใช้มาตรการคัดกรองการนำเข้าโดยตรง
ออสเตรเลียประกาศกรอบความร่วมมือภายใต้ชื่อ The Regional Plan of Action to Promote Responsible Fishing Practices Including Combating Illegal, Unreported and Unregulated Fishing (RPOA-IUU) ในปี 2017 ร่วมกับประเทศอินโดนีเซีย และอีกหนึ่งกรอบความร่วมมือ คือ the International Plan of Action to Prevent, Deter and Eliminate Illegal, Unreported and Unregulated Fishing (IPOA-IUU) ร่วมกับอีก 8 ประเทศในอาเซียน
เป้าหมายหลักคือป้องกันและยับยั้งการทำประมงรูปแบบ IUU ไม่ให้เกิดขึ้น รวมถึงเสริมสร้างความร่วมมือด้านการบริหารจัดการทรัพยากรทางทะเลอย่างยั่งยืน นอกจากนี้ ออสเตรเลียยังให้คำมั่นว่าจะเดินหน้ากำกับดูแลและจัดการปัญหาการประมงอย่างเข้มงวดต่อเนื่อง
สหภาพยุโรป EU IUU Regulation
ประเทศสมาชิกสหภาพยุโรปทั้ง 28 ประเทศ รวมกันแล้วมีสัดส่วนการนำเข้าอาหารทะเลจากไทยอยู่ที่ร้อยละ 3 ความเข้มงวดของกลุ่มประเทศเหล่านี้มีค่อนข้างสูง เนื่องจากมีระบบ EU IUU Regulation คอยกำกับควบคุมอยู่ตามที่ได้กล่าวไปก่อนหน้า
ความเข้มงวดดังกล่าวไม่ได้ส่งผลเฉพาะกับประเทศผู้ส่งออกอย่างไทยเท่านั้น แต่ยังบังคับให้ประเทศสมาชิกภายในสหภาพยุโรปต้องออกนโยบายและมาตรการภายในประเทศเพื่อการตรวจสอบและจัดการอย่างเป็นระบบ เพื่อหลีกเลี่ยงการถูกตรวจสอบหรือถูกลงโทษจากกลไก IUU ไม่ว่าจะในรูปแบบใบเหลืองหรือใบแดง
ภายใต้ EU IUU Regulation สหภาพยุโรปจะตรวจสอบประเทศเจ้าของธงเรือ (flag state) เพื่อให้มั่นใจว่าไม่มีผลิตภัณฑ์อาหารทะเลที่ได้มาจากการทำประมงผิดกฎหมายเข้าสู่ตลาด เป้าหมายหลักของมาตรการนี้คือให้ผลิตภัณฑ์จากทะเลทุกชนิดต้องถูกต้องตามกฎหมาย โดยต้องมีเอกสารรับรองการจับปลา (Catch Certificate) จากรัฐเจ้าของธงหรือรัฐผู้ส่งออกเท่านั้น จึงจะสามารถนำเข้าสู่สหภาพยุโรปได้ หากไม่ปฏิบัติตามอาจถูกขึ้นบัญชีดำ (blacklist)
ดังนั้น ระเบียบข้อบังคับจึงกำหนดให้รัฐเจ้าของธงต้องรับรองแหล่งกำเนิดและความถูกต้องตามกฎหมายของปลา เพื่อให้มั่นใจได้ว่าผลิตภัณฑ์ประมงทางทะเลทั้งหมดที่ส่งออกจากและนำเข้าสู่สหภาพยุโรปสามารถตรวจสอบย้อนกลับได้อย่างครบถ้วน พร้อมทั้งต้องรายงานความคืบหน้าต่อระบบ IUU ทุก ๆ 2 ปี ทั้งนี้ แต่ละประเทศสมาชิกอาจมีความเข้มงวดแตกต่างกันไป เช่น สเปนมีมาตรการตรวจสอบเข้มงวดและบทลงโทษค่อนข้างสูง
เกาหลีใต้ Distant Water Fisheries Development Act / CDS
ประเทศอันดับที่ 5 ที่นำเข้าอาหารทะเลจากไทย คือ เกาหลีใต้ คิดเป็นร้อยละ 2.4 เกาหลีใต้เคยเป็นหนึ่งในประเทศที่ได้รับใบเหลืองจาก IUU ในปี 2013 เนื่องจากพบเรือประมงที่ทำการประมงผิดกฎหมายในบริเวณน่านน้ำแอฟริกาตะวันตก ต่อมาในปี 2019 สหรัฐอเมริกาได้จัดให้เกาหลีใต้เป็น preliminary IUU fishing country หลังพบกรณีเรือประมงเกาหลีใต้ทำประมงผิดกฎหมายในน่านน้ำต่างประเทศ
สองเหตุการณ์นี้กลายเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญ ทำให้เกาหลีใต้เร่งปรับปรุงมาตรการและกฎหมายเพื่อรับมือกับแรงกดดันจากทั้งสหรัฐอเมริกาและสหภาพยุโรป เกาหลีใต้จึงผลักดันกฎหมาย Distant Water Fisheries Development Act พร้อมทั้งนำระบบ Vessel Monitoring System (VMS) มาใช้ และจัดตั้ง Fisheries Monitoring Center (FMC) เพื่อเพิ่มความเข้มข้นในการติดตามและบังคับใช้กฎหมาย
ระบบ seafood traceability ของเกาหลีใต้แบ่งออกเป็น 2 ประเภท คือ ระบบติดตามการประมงภายในประเทศ เพื่อตรวจสอบเรือประมงของเกาหลีใต้และกิจกรรมการทำประมง และระบบตรวจสอบอาหารทะเลนำเข้า โดยมุ่งเน้นการติดตามและควบคุมเรือประมงต่างประเทศที่ส่งสินค้าเข้าสู่ตลาดเกาหลีใต้

Seafood Traceability ตั้งคำถามต่อกฎหมาย การประมง และการคุ้มครองสิทธิ
อาหารทะเลหนึ่งจานไม่ได้เดินทางมาถึงโต๊ะอาหารเพียงในฐานะวัตถุดิบสดใหม่ แต่ผ่านห่วงโซ่อุปทานที่ยาวและซับซ้อน ตั้งแต่เรือประมงกลางทะเล โรงงานแปรรูป ไปจนถึงตลาดปลายทาง ในห่วงโซ่นี้เอง แนวคิดเรื่อง Seafood Traceability หรือการตรวจสอบย้อนกลับ จึงเข้ามามีบทบาทสำคัญ เพื่อทำให้เห็นว่าอาหารทะเลนั้นมาจากไหน ใครเป็นผู้จับ และระหว่างทางมีการละเมิดกฎหมายหรือสิทธิแรงงานหรือไม่
สำหรับประเทศไทย Traceability ไม่ได้เป็นเพียงข้อกำหนดจากประเทศผู้นำเข้า แต่สะท้อนปัญหาเชิงโครงสร้างของอุตสาหกรรมประมงเอง หากความอร่อยยังคงมาพร้อมคำถามเรื่องความโปร่งใสและการคุ้มครองแรงงาน ท้ายสุด อาจย้อนมากระทบความเชื่อมั่นของตลาดและอนาคตของอาหารทะเลไทยในเวทีโลก
และในโลกที่การตรวจสอบย้อนกลับกำลังก้าวขึ้นมาเป็นมาตรฐานใหม่ของอุตสาหกรรมอาหารทะเล ประเทศไทยจะปรับตัวอย่างไร What’s next อาจไม่ใช่เพียงการเพิ่มระบบหรือกฎหมายอีกหนึ่งฉบับ แต่คือการตัดสินใจร่วมกันว่า ความอร่อยในจานอาหารของเรา ควรมีที่มาแบบไหน และใครคือผู้รับผิดชอบต่อมันอย่างแท้จริง