คำว่า ‘อย่าใส่ไข่จำนวนมากไว้ในตะกร้าใบเดียว’ น่าจะคุ้นหูจากนักลงทุนและนักบริหารความเสี่ยงที่พูดกันอยู่เสมอ 

แต่ในกรณีของระบบไฟฟ้าไทย ปัญหาอาจไม่ใช่แค่จำนวนไข่ในตะกร้าเท่านั้น หากยังรวมถึง ลักษณะของตะกร้าใบนั้นด้วย

เพราะไข่จำนวนมากของระบบไฟฟ้าไทยกำลังถูกวางไว้ใน “ตะกร้าก๊าซธรรมชาติ” ซึ่งเป็นพลังงานที่ต้องพึ่งพาการนำเข้า ตลาดโลก และเส้นทางขนส่งที่เปราะบางอย่างยิ่ง

ช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา ข่าวสงครามระหว่างสหรัฐฯ อิสราเอล และอิหร่าน ที่ลุกลามไปสู่ความเสี่ยงในการปิด ช่องแคบฮอร์มุซ (Hormuz Strait) ซึ่งเป็นหนึ่งในเส้นทางพลังงานที่สำคัญที่สุดของโลก

ช่องแคบนี้เป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันดิบ 1 ใน 3 ของโลก และ ก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) ประมาณ 20% ของโลก

ก๊าซธรรมชาติ คือเชื้อเพลิงที่ใช้ผลิตไฟฟ้าได้โดยตรง ซึ่งในประเทศไทยมาจากทั้งแหล่งก๊าซในอ่าวไทยและก๊าซที่ส่งผ่านท่อจากเมียนมา ส่วน LNG (Liquefied Natural Gas) คือ ก๊าซธรรมชาติที่ถูกทำให้เย็นจัดจนกลายเป็นของเหลว เพื่อลดปริมาตรและขนส่งทางเรือข้ามมหาสมุทร ก่อนจะถูกเปลี่ยนกลับเป็นก๊าซและนำมาใช้ผลิตไฟฟ้าอีกครั้ง

เมื่อเส้นทางนี้สะดุด ตลาดพลังงานโลกก็ผันผวนทันที และอาจส่งผลมาถึง ต้นทุนการผลิตไฟฟ้าและค่าไฟของไทย ได้ คล้ายกับช่วงสงครามรัสเซีย–ยูเครน ที่ทำให้ราคาพลังงานพุ่งขึ้นทั่วโลก

คำถามคือ ทำไมความขัดแย้งในตะวันออกกลางจึงอาจสะเทือนมาถึงมิเตอร์ไฟบ้านของทุกคนได้

คำตอบอยู่ที่โครงสร้างระบบไฟฟ้าไทย ซึ่งวาง “ไข่จำนวนมาก” ไว้ในตะกร้าของก๊าซธรรมชาติ โดยเฉพาะ LNG ที่ต้องนำเข้าจากตลาดโลก

แล้วระบบไฟฟ้าไทยพึ่งพา “ตะกร้าก๊าซธรรมชาติ” มากแค่ไหน และความเสี่ยงนี้มีหน้าตาอย่างไรในเชิงข้อมูล
DataHatch ชวนสำรวจเรื่องนี้ผ่านชุดข้อมูลและกราฟของระบบพลังงานไทย เพื่อทำความเข้าใจว่าเหตุใดความผันผวนของตลาดพลังงานโลกจึงสามารถสะท้อนมาถึงค่าไฟของคนไทยได้

ตะกร้าหลักของระบบไฟฟ้าไทย คือ ก๊าซธรรมชาติ

จากข้อมูลของกระทรวงพลังงานในปีที่ผ่านมา 2025 ระบบไฟฟ้าไทยใช้ก๊าซธรรมชาติ 54% ของการผลิตไฟฟ้าทั้งหมด ทำให้ก๊าซธรรมชาติเป็นเชื้อเพลิงหลักของประเทศ 

และในบรรดาตะกร้าก๊าซธรรมชาติที่ไทยใช้ในการผลิตไฟฟ้าไม่ได้มาจากแหล่งในประเทศทั้งหมดข้อมูลในปี 2025 มีตะกร้าก๊าซธรรมชาติจากการผลิตภายในประเทศ 64% ตะกร้าก๊าซธรรมชาติที่นำเข้าจากเมียนมา 9%
และอีก 27% เป็นตะกร้า LNG ที่เรานำเข้าจากตลาดโลก

และถ้าเราเจาะลงไปที่ตะกร้า LNG ที่เรานำเข้าจากตลาดโลก ราว 21 % มาจากประเทศกาตาร์ ซึ่งเป็นหนึ่งในผู้ส่งออก LNG รายใหญ่ของโลก

และเมื่อพอการขนส่งผ่านช่องแคบฮอร์มุซมีปัญหา ไทยก็หนีไม่พ้นที่จะได้รับผลกระทบทั้งเรื่องปริมาณก๊าซที่ใช้ผลิตไฟฟ้า และต้นทุนพลังงาน

ในระยะยาว ความเสี่ยงนี้อาจเพิ่มขึ้นอีก เพราะปัจจัยความขัดแย้งหรือปัจจัยอื่นที่อาจเกิดขึ้นได้ ไม่เพียงเท่านั้น ความเสี่ยงนี้ยังมาจากโครงสร้างแผนพลังงานของไทยเองด้วย

ในร่าง PDP 2024 ไทยยังคงตั้งเป้าให้ก๊าซธรรมชาติเป็นเชื้อเพลิงหลักของระบบไฟฟ้า โดยมีสัดส่วนประมาณ 41% ของการผลิตไฟฟ้าในปี 2037

ขณะเดียวกัน แหล่งก๊าซในประเทศก็มีแนวโน้มลดลง ทำให้ไทยต้องพึ่งพาการนำเข้าก๊าซมากขึ้น

ข้อมูลจาก Gas Plan 2024 ระบุว่า สัดส่วนก๊าซจากแหล่งในประเทศจะลดลงจาก 54% ในปี 2023 เหลือเพียง 40% ในปี 2030 และ 36% ในปี 2037

หากไม่มีการค้นพบแหล่งก๊าซใหม่ สัดส่วนการนำเข้าจะเพิ่มขึ้นเป็น 60% ในปี 2030 และ 64% ในปี 2037

นั่นคือ ในอนาคต ระบบไฟฟ้าไทยจะพึ่งพาตัวเองได้น้อยลง และต้องพึ่งพาตะกร้าก๊าซ LNG ที่นำเข้ามากขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งหมายความว่า หากตลาดพลังงานโลกผันผวน ไม่ว่าจะจากสงคราม ความขัดแย้ง หรือการแข่งขันด้านทรัพยากร ก็มีโอกาส ส่งผลมาถึงค่าไฟของคนไทยได้ง่ายขึ้นอีก

ที่ผ่านมา วิธีหนึ่งที่ไทยใช้รับมือกับความผันผวนของตลาดพลังงาน คือการทำ สัญญาซื้อ LNG ระยะยาว เพื่อให้มีปริมาณก๊าซที่แน่นอนและช่วยลดความผันผวนของราคาในตลาดโลก

ก่อนเกิดสงครามรัสเซีย–ยูเครน ไทยมีสัญญาซื้อ LNG ระยะยาวประมาณ 5.2 ล้านตันต่อปี และหลังวิกฤตราคาพลังงานในปี 2022 ไทยได้ทำสัญญาเพิ่มอีกประมาณ 1 ล้านตันต่อปี ซึ่งจะเริ่มส่งมอบในปี 2026

แนวทางนี้อาจเปรียบได้กับการพยายาม ทำสัญญาระยะยาวเพื่อเพิ่มความมั่นคงให้กับ “ตะกร้า LNG” ที่ระบบไฟฟ้าไทยพึ่งพาอยู่ เพื่อลดแรงกระแทกจากความผันผวนของตลาดพลังงานโลก

อย่างไรก็ตาม วิธีนี้ไม่ได้เปลี่ยนความจริงที่ว่า ไข่จำนวนมากของระบบไฟฟ้าไทยยังคงอยู่ใน ตะกร้าก๊าซธรรมชาติใบเดิม และตะกร้าใบนี้ยังคงเปราะบางต่อความเสี่ยงจากตลาดพลังงานโลก ภูมิรัฐศาสตร์ และเส้นทางขนส่ง

ยิ่งไปกว่านั้น แม้จะมีสัญญาระยะยาวอยู่ ก็ไม่ได้รับประกันความมั่นคงทั้งหมด หากเกิดสงคราม ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ หรือปัญหาในเส้นทางขนส่ง ผู้ส่งออกก็สามารถระงับการส่งมอบได้ เช่น กรณีล่าสุดที่มีรายงานว่า QatarEnergy ประกาศหยุดส่ง LNG ตามสัญญาด้วยเหตุสุดวิสัย (Force Majeure)

หากระบบไฟฟ้าไทยกำลังวางไข่จำนวนมากไว้ใน “ตะกร้า LNG” ที่เปราะบางต่อความผันผวนของตลาดโลก ทางออกในระยะยาวจึงไม่ใช่เพียงการแก้ปัญหาให้ตะกร้าใบเดิมมั่นคงขึ้นเท่านั้น แต่คือการ มองเห็นและพัฒนาตะกร้าใบอื่นที่ประเทศไทยมีศักยภาพมากกว่า 

หนึ่งในตะกร้าที่สำคัญคือ พลังงานหมุนเวียน โดยเฉพาะพลังงานแสงอาทิตย์ ซึ่งประเทศไทยมีศักยภาพสูง สามารถผลิตได้ในประเทศ และมีต้นทุนลดลงอย่างต่อเนื่อง จนในหลายกรณีต่ำกว่าต้นทุนการผลิตไฟฟ้าจากก๊าซธรรมชาติแล้ว

หากสามารถเพิ่มสัดส่วนพลังงานหมุนเวียนได้มากขึ้น ไม่เพียงจะช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกตามเป้าหมาย Net Zero ในปี 2050 แต่ยังช่วยกระจายความเสี่ยงของระบบไฟฟ้า ลดการพึ่งพา LNG จากตลาดโลก และสร้างเสถียรภาพของค่าไฟในระยะยาว

วิกฤตที่อยู่ตรงหน้า กำลังบอกเราชัดว่า เราวางแผน PDP แบบเดิมไม่ได้อีกต่อไป
เพราะ PDP ไม่ใช่แค่แผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้า
แต่คือ แผนที่ช่วยกำหนดค่าไฟและความมั่นคงของประชาชนในด้านพลังงาน



อ้างอิง
https://assets.bbhub.io/professional/sites/44/BNEF_Thailand_Turning-Point-for-a-Net-Zero-Power-Grid_translated.pdf 
https://www.bangkokbiznews.com/world/economics/1223495
https://www.eia.gov/todayinenergy/detail.php?id=65584#:~:text=June%2024%2C%202025-,About%20one%2Dfifth%20of%20global%20liquefied%20natural%20gas%20trade%20flows,away%20from%20Europe%20to%20Asia
https://www.iea.org/about/oil-security-and-emergency-response/strait-of-hormuz
https://public.tableau.com/app/profile/epposite/viz/5__16516658875330/sheet0
https://ptt.listedcompany.com/misc/one-report/or2024-en/?search=lng#p=1