เมื่อชีวิตให้แม่น้ำบางปะกงและดินที่เอื้อให้เพาะปลูกมา ก็จงเพาะปลูก…

ฉะเชิงเทราเป็นจังหวัดที่ปัจจัยทางสภาพแวดล้อมที่เอื้อให้เป็นแหล่งผลิตมะม่วงขึ้นชื่อของไทย
ดังนั้นจะเป็นมะม่วงเหมือนกันไม่ได้ ถึงจะหน้าตาคล้ายกัน หรือสายพันธุ์เดียวกัน แต่รสชาติแต่ละผล แต่ละล็อตก็ล้วนมีเอกลักษณ์ เพราะขึ้นอยู่กับความอุดมสมบูรณ์ของตะกอนดิน ผืนน้ำ สภาพอากาศ และระบบการดูแลของเกษตรกร

ถ้าให้แยกระหว่างมะม่วงแก้วขมิ้น มะม่วงขายตึก มะม่วงแรด มะม่วงน้ำดอกไม้สีทองบางคล้า คุณแยกออกไหม แล้วมะม่วงแสนอร่อยที่กินแล้วตราตรึงใจมาจากที่ไหน ใช่ฉะเชิงเทราหรือเปล่า?

DataHatch ขอชวนคุณส่องข้อมูลเปิด จากระบบสารสนเทศการผลิตทางด้านการเกษตร ที่รายงานเกี่ยวกับมะม่วงฉะเชิงเทราในช่วง 11 ปีที่ผ่านมา
จากข้อมูลจะเห็นได้ว่าสภาพแวดล้อมและวิถีชีวิตการปลูกมะม่วงค่อยๆ เปลี่ยนไป เพราะเมื่อดูจำนวนพื้นที่ปลูกมะม่วงจะเห็นได้ว่าเซาลงอย่างเห็นได้ชัด และจำนวนผลผลิตก็ผันผวน

ภาพที่ 1: เห็นได้ว่าในช่วง 11 ปีที่ผ่านมาจำนวนไร่เพาะปลูกมะม่วงในฉะเชิงเทรามีค่าเฉลี่ยราว 27,000 ไร่ แต่ในช่วงปี 2565-2567 พื้นที่มะม่วงมีแนวโน้มลดลงต่อเนื่อง โดยเฉพาะในปี 2567 พื้นที่ปลูกมะม่วงลดลงต่ำสุดในรอบทศวรรษ

ภาพที่ 1 เห็นได้ว่าในช่วง 11 ปีที่ผ่านมาจำนวนไร่เพาะปลูกมะม่วงในฉะเชิงเทรามีค่าเฉลี่ยราว 27,000 ไร่ แต่ในช่วงปี 2565-2567 พื้นที่มะม่วงมีแนวโน้มลดลงต่อเนื่อง โดยเฉพาะในปี 2567 พื้นที่ปลูกมะม่วงลดลงต่ำสุดในรอบทศวรรษ

และเมื่อดูที่จำนวนผลผลิตที่เก็บเกี่ยวได้ ผลผลิตเหวี่ยง ขึ้นสูง ลงสูง ในปี 2562 ผลผลิตเก็บเกี่ยวได้สูงถึง 34,913 ตัน รายงานภาวะเศรษฐกิจการเกษตร จังหวัดฉะเชิงเทราอธิบายเหตุผลว่า ปีดังกล่าวมีสภาพภูมิอากาศเหมาะสม ทำให้มะม่วงติดดอกดี ประกอบกับมีความต้องการบริโภคมะม่วงทั้งตลาดในและต่างประเทศ จึงทำให้การปลูกมะม่วงเป็นที่นิยม ขณะเดียวกันสำนักงานเกษตร เดินหน้าผลักดันผ่านการกิจกรรมจัดการอบรมถ่ายทอดเทคโนโลยีในการเพาะปลูกมะม่วง และนี่อาจเป็นเหตุผลว่าทำไมปี 2562 จึงทำให้มะม่วงมีผลผลิตมาก

แต่อย่างไรก็ตามในปีถัดมาผลผลิตลดลงเกือบสองเท่า โดยภาวะเศรษฐกิจการเกษตร

รายงานว่า ในปีนั้นทั้งมะม่วง รวมถึงข้าวมีจำนวนลดลง เนื่องจากสภาพอากาศแล้ง ความชื้นในอากาศต่ำ เกิดโรคเพลี้ยไฟ และมีลมกระโชกแรง จึงอาจเป็นเหตุผลที่ทำให้มะม่วงติดผลน้อย และผลผลิตมีคุณภาพลดลง (ภาวะเศรษฐกิจการเกษตร, 2563)

เมื่อลองสวมหมวกนักสืบดู ก็จะสังเกตได้ว่าผลผลิตที่ออกมาไม่สม่ำเสมอ ยังไม่รวมถึงรสชาติอร่อยมาก อร่อยน้อย หรือไม่อร่อยนั้น ขึ้นอยู่กับทั้งปัจจัยที่ควบคุมไม่ได้อย่างสภาพอากาศและโรคพืชที่มากับฤดูกาลและแมลง

ภาพที่ 2: ในปี 2566 จำนวนเนื้อที่ที่มีการโค่นมะม่วงทิ้งพุ่งสูงถึง 7,345 ไร่ และ 6,784 ไร่ในปี 2567

เมื่อพูดถึงแมลงและปัจจัยทางสภาพอากาศที่เข้ามาเป็นอุปสรรคให้ผลผลิต เราก็มีข้อมูลอีกชุดที่มาสนับสนุนว่า ช่วง 3 ปีที่ท้าย (2565-2567) ไร่มะม่วงมีแนวโน้มโค่นทิ้งสูงขึ้น (ภาพที่ 2)  ในปี 2566 จำนวนเนื้อที่ที่มีการโค่นมะม่วงทิ้งพุ่งสูงถึง 7,345 ไร่ และ 6,784 ไร่ในปี 2567 หากใครสงสัยว่าสิ่งใดคือตัวแปรสำคัญในการโค่นทิ้ง คำตอบที่มีอยู่ก็ไม่แน่ชัด เพราะกรมส่งเสริมการเกษตรให้คํานิยามเนื้อที่โค่นทิ้ง ไว้อย่างกว้างๆ ว่าเป็นเนื้อที่ปลูกของไม้ผลที่โค่นทิ้ง หรือตัดทิ้งเพื่อปลูกใหม่หรือปรับเปลี่ยนเพื่อปลูกพืชชนิดอื่น ซึ่งอาจเกิดจากหลายสาเหตุ เช่น เนื้อที่เสียหายจากภัยธรรมชาติ หรือโค่นเพื่อปลูกพืชอื่นทดแทน ปัจจัยด้านราคาผลผลิตก็เป็นอีกหนึ่งสาเหตุ เพราะถ้าราคามะม่วงไม่จูงใจ ก็อาจเป็นเหตุผลที่ทำให้ชาวสวนเลือกที่จะโค่นมะม่วงทิ้งแล้วปลูกพืชผลอื่น หรือหันไปใช้พื้นที่ในวัตถุประสงค์อื่นที่ให้ความคุ้มค่าคุ้มทุนกว่า

ภาพที่ 3: มีเพียงบางคล้าและพนมสารคาม มีพื้นที่และผลผลิตเพิ่มขึ้น แต่กลับสวนทางกับอำเภออื่นๆ

และเมื่อไปดูข้อมูลเปรียบเทียบระหว่างปี 2557 กับ ปี 2567 จำนวนพื้นที่เพาะปลูกและจำนวนผลผลิต ในแต่ละอำเภอ (ภาพที่ 3) จะเห็นว่ามีสองอำเภอ คือ อ.บางคล้าและอ.พนมสารคาม มีพื้นที่และผลผลิตเพิ่มขึ้น แต่กลับสวนทางกับอำเภออื่นๆ (ในที่นี้ไม่พบข้อมูลของอ.ราชสาส์น)

#มะม่วงน้ำดอกไม้ของขึ้นชื่อประจำฉะเชิงเทรามีเนื้อที่ปลูกลดลงในช่วง 3 ปี

ภาพที่ 4: ช่วงปี 2565-2567 ที่ผ่านมา เนื้อที่ปลูกมะม่วงน้ำดอกไม้ลดลงอย่างต่อเนื่อง ไม่ใช่เพียงแค่เนื้อที่เพาะปลูกที่ลดลง แต่จำนวนครัวเรือนเกษตรกรที่ปลูกมะม่วงน้ำดอกไม้ก็ลดลงเช่นกัน

และถ้าพูดถึงมะม่วงฉะเชิงเทรา สายพันธุ์ที่ไม่พูดถึงไม่ได้คือ “น้ำดอกไม้” เพราะขึ้นชื่อว่าหอมหวานอร่อย ในภาพที่ 4 ช่วงปี 2565-2567 ที่ผ่านมา เนื้อที่ปลูกมะม่วงน้ำดอกไม้ลดลงอย่างต่อเนื่อง ไม่ใช่เพียงแค่เนื้อที่เพาะปลูกที่ลดลง แต่จำนวนครัวเรือนเกษตรกรที่ปลูกมะม่วงน้ำดอกไม้ก็ลดลงเช่นกัน และมีบางปีที่จำนวนผลผลิตตกลงมาอยู่ที่ 2,140 ตัน ซึ่งสอดคล้องกับสถานการณ์พายุลมแรงและปัญหาภัยแล้งในรายงานภาวะเศรษฐกิจการเกษตร

“มะม่วงน้ำดอกไม้สีทองบางคล้า” ของขึ้นชื่อที่มีหนึ่งเดียวในไทยและหากินที่ไหนไม่ได้ เพราะชื่อก็บอกอยู่ว่าเป็นของอำเภอบางคล้า อำเภอที่มีชุดดินอุดมสมบูรณ์ ที่เกิดจากการทับถมของตะกอนลำน้ำบางปะกงที่ทำให้มีแหล่งน้ำที่เหมาะสมต่อการปลูกและถ้าพูดถึงมะม่วงฉะเชิงเทรา สายพันธุ์ที่ไม่พูดถึงไม่ได้คือ “น้ำดอกไม้” เพราะขึ้นชื่อว่าหอมหวานอร่อย ในภาพที่ 4 ช่วงปี 2565-2567 ที่ผ่านมา เนื้อที่ปลูกมะม่วงน้ำดอกไม้ลดลงอย่างต่อเนื่อง ไม่ใช่เพียงแค่เนื้อที่เพาะปลูกที่ลดลง แต่จำนวนครัวเรือนเกษตรกรที่ปลูกมะม่วงน้ำดอกไม้ก็ลดลงเช่นกัน และมีบางปีที่จำนวนผลผลิตตกลงมาอยู่ที่ 2,140 ตัน ซึ่งสอดคล้องกับสถานการณ์พายุลมแรงและปัญหาภัยแล้งในรายงานภาวะเศรษฐกิจการเกษตร

ภาพที่ 5: “มะม่วงน้ำดอกไม้สีทองบางคล้า” ของขึ้นชื่อที่มีหนึ่งเดียวในไทยและหากินที่ไหนไม่ได้ เพราะชื่อก็บอกอยู่ว่าเป็นของอำเภอบางคล้า อำเภอที่มีชุดดินอุดมสมบูรณ์ ที่เกิดจากการทับถมของตะกอนลำน้ำบางปะกงที่ทำให้มีแหล่งน้ำที่เหมาะสมต่อการปลูก

“มะม่วงน้ำดอกไม้สีทองบางคล้า” ของขึ้นชื่อที่มีหนึ่งเดียวในไทยและหากินที่ไหนไม่ได้ เพราะชื่อก็บอกอยู่ว่าเป็นของอำเภอบางคล้า อำเภอที่มีชุดดินอุดมสมบูรณ์ ที่เกิดจากการทับถมของตะกอนลำน้ำบางปะกงที่ทำให้มีแหล่งน้ำที่เหมาะสมต่อการปลูก

ถ้ายังไม่คุ้นกับมะม่วงสายพันธุ์นี้ ก็ลองหลับตาจินตนาการถึง ผลมะม่วงทรงรียาว เปลือกบางสีทองเนียน เมื่อปอกแล้วจะพบกับเนื้อสีเหลืองเข้มไม่มีเสี้ยน และถ้าได้ชิมแล้วจะพบกับรสชาติหอมหวาน กินได้เรื่อยๆ เพราะเนื้อเยอะ แถมเมล็ดบาง จนแต่งตั้งเป็นสินค้า OTOP ของชุมชน และได้ตราประทับ GI (Geographical Indications) มาครอบครอง

แต่มะม่วงแสนอร่อยนี้แต่ละปีผลผลิตที่เก็บเกี่ยวได้มีความไม่แน่นอน ประกอบกับจำนวนครัวเรือนในบางคล้าที่ปลูกมะม่วงน้ำดอกไม้ในช่วง 2563-2566 ในแต่ละปี ลดเหลือไม่ถึง 500 หลัง และปี 2567 ลดลงต่ำสุดในรอบสิบปีเหลือ 355 ครัวเรือน 

เหตุผลที่ครัวเรือนเกษตรถอนตัวจากการปลูกมะม่วงก็ยังไม่ชัดเจน แต่จากการลงพื้นที่ในจังหวัดฉะเชิงเทรา ทำให้ได้พบกับเกษตรกรจากตำบลเขาหินซ้อน อำเภอพนมสารคาม ที่เปลี่ยนไร่มะม่วงเป็นฟาร์มโซลาร์

คุณคูณ พรหมมณี ยอมล้มสวนแปลงที่ดินพื้นที่ 50 กว่าไร่ เพื่อให้เช่าพื้นที่ทำฟาร์มโซลาร์เซลล์

คุณคูณ พรหมมณี เล่าให้ฟังว่า ยอมล้มสวนแปลงที่ดินพื้นที่ 50 กว่าไร่ เพื่อให้บริษัทแอสตร้า พาวเวอร์ จำกัด เช่าพื้นที่ทำฟาร์มโซลาร์เซลล์ เพราะได้รับการติดต่อจากสหกรณ์การเกษตรพนมสารคาม ให้เข้าร่วมโครงการผลิตไฟฟ้าเข้าโรงงานไฟฟ้าแสงอาทิตย์ โครงการพนมสารคาม 4.5 MW ซึ่งเป็นโครงการที่มีสัญญา 25 ปี เริ่มตั้งแต่ปีพ.ศ. 2559 สิ้นสุดสัญญาปีพ.ศ. 2584 

คุณพรหมมณี เปิดเผยเหตุผลที่เปลี่ยนยอมเปลี่ยนจากสวนที่กินได้เป็นสวนที่ให้พลังงาน ต้องย้อนกลับไปช่วงราวๆ ปีพ.ศ. 2555 มะม่วงในไร่มักจะแสดงอาการจุดสีดำบนพื้นผิว หลังฝนตก เมื่อผลไม่สวย ไร้ที่ติก็ทำให้ไม่สามารถนำผลผลิตส่งไปที่ต่างประเทศได้ โดยเฉพาะประเทศญี่ปุ่นที่ขึ้นชื่อว่าเกณฑ์การนำเข้าผลไม้นั้นสูงกว่ามาตรฐาน หรือถ้าแย่กว่านั้นมะม่วงบางส่วนไม่ติดผล หรือติดผลได้ยาก คุณพรหมมณีสันนิษฐานว่าอาจเกิดจากสภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลงไป เนื่องจากการตั้งเขตอุตสาหกรรมและโรงไฟฟ้าชีวมวลในพื้นที่

คุณพรหมมณีก็ไม่ได้นิ่งนอนใจกับเรื่องที่เกิดขึ้น จึงได้นำหนังสือไปยื่นเรื่องต่อสำนักงานทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจังหวัดฉะเชิงเทรา (สผ. ฉะเชิงเทรา) แต่อย่างไรก็ตามได้รับการปฏิเสธกลับมา เนื่องจากหลักฐานไม่เพียงพอที่จะเชื่อมโยงสาเหตุดังกล่าวไปที่ผลผลิตมะม่วง ด้วยเหตุนี้คุณพรหมมณีจึงสละพื้นที่มะม่วงราว 50 ไร่ จากทั้งหมด 200 กว่าไร่ ให้ทางบริษัทแอสตร้า พาวเวอร์ จำกัด เช่าพื้นที่ผลิตไฟฟ้า

เมื่อถามถึงรายได้ของการทำโซลาร์ฟาร์ม คุณพรหมมณีเปิดเผยว่า การให้เช่าพื้นที่ทำโซลาร์ฟาร์ม ได้รับค่าเช่าไร่ละ 20,000 บาทต่อปี รวมประมาณ 900,000 กว่าบาท ตนยอมรับว่ารายได้ดีและไม่ต้องลงแรงเท่าการทำสวนมะม่วงที่ให้รายได้ราว 700,000-800,000 บาทต่อปี ที่ราคาผลผลิตไม่แน่นอน ขึ้นกับปัจจัยภายนอกที่ควบคุมได้ยากหลายส่วน และเมื่อถามถึงอาชีพเกษตรกรในพื้นที่ คุณพรหมมณีกล่าวเสริมว่า คนรุ่นใหม่ในพื้นที่ไม่ได้ทำมะม่วง แต่ออกไปทำงานอย่างอื่นกันแทน

เมื่อได้ฟังแบบนี้แล้ว เรื่องของสวนมะม่วงฉะเชิงเทรา ก็ดูเหมือนจะซบเซาเข้าจริงๆ ไม่ใช่แค่เรื่องสภาพแวดล้อมที่คาดเดาไม่ได้ แต่วิถีชีวิตของครัวเรือนที่ปลูกมะม่วงที่มีแนวโน้มเปลี่ยนไป เสียงของคุณคูณ พรหมมณี ก็เป็นอีกหนึ่งเสียงว่าที่ยืนยันว่า คนในพื้นที่ก็ได้ลงมือต่อสู้กับปัญหาสิ่งแวดล้อม เข้าไปใช้สิทธิ์ยื่นเรื่องของตนเองตามกฎหมายแล้ว การล้มสวนมะม่วงราว 50 ไร่นี้ เป็นอีกสิ่งที่สังคมและรัฐไทยที่ต้องหันกลับมาพิจารณาถึงเรื่องผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมในพื้นที่การเกษตร รวมถึงให้การสนับสนุน ในด้านองค์ความรู้และอำนวยความสะดวกในการประกอบอาชีพเกษตรกรรม

ไม่ว่าคุณจะลองสวมหมวกเป็นมะม่วง เป็นเกษตรกร หรือเป็นผู้บริโภคมะม่วง ก็เข้าใจได้ว่าผลผลิตที่รสชาติหอมหวาน ผลสวยพรีเมี่ยม ต้องอาศัยความอุดมสมบูรณ์ของน้ำและดิน รวมถึงสิ่งแวดล้อมที่เป็นมิตรพอให้ผลเติบโตได้อย่างเต็มที่ การรักษาสิ่งแวดล้อมไว้ก็ช่วยคงไว้ซึ่งวิถีชีวิตการทำสวน ทำไร่ของชุมชน ช่วยให้การลงทุนลงแรง ได้รับการตอบแทนด้วยให้ผลผลิตที่น่าชื่นใจได้

และไม่ว่าสาเหตุความซบเซาอาจเป็นผลมาจากการล้มสวนเพื่อไปปลูกพืชชนิดอื่น หรือการนำพื้นที่เกษตรไปใช้ประโยชน์อื่น หรือการไม่สืบต่อการทำสวนจากรุ่นพ่อแม่ รวมถึงข้อสันนิษฐานจากเรื่องผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมจากโครงการโรงไฟฟ้าเชื้อเพลิงฟอสซิลหรือชีวมวลก็ดี แต่เรื่องมะม่วงและปัญหาเรื่องสิ่งแวดล้อมที่เกิดขึ้นในฉะเชิงเทราเป็นของทุกคน เพราะธรรมชาติไม่มีขอบเขตหรือเส้นแบ่ง และวันหนึ่งผลกระทบนั้นอาจแสดงให้เห็นจำนวนร้านขายมะม่วงในตลาดที่ลดลง ราคามะม่วงที่สูงขึ้น หรือรสชาติของผลไม้ที่เรารับประทานที่ไม่หอมหวานเหมือนเดิม

แหล่งข้อมูล

  • ระบบให้บริการข้อมูลสารสนเทศการผลิตทางด้านการเกษตร กรมส่งเสริมการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์
  • https://www.opsmoac.go.th/chachoengsao-news-files-421591791972