
ประชาธิปไตยที่ใช้ก็มีรากฐานจากวัฒนธรรมกรีกโบราณ วัยเด็กก็โตมากับภาพยนตร์อเมริกัน ก๋วยเตี๋ยวหรือข้าวมันไก่ที่กินก็ได้รับอิทธิพลจากชาวจีนอพยพ หรือแม้แต่ระบบรถไฟฟ้าขนส่งมวลชน MRT และ BTS ก็มีผู้อยู่เบื้องหลังคือบริษัทด้านวิศวกรรมไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ สัญชาติเยอรมันอย่าง Siemens
ประเทศเยอรมนีและประเทศไทย ถึงจะอยู่คนละทวีป แต่สองประเทศนี้มีความเชื่อมโยงกันในหลายด้าน โดยเฉพาะเรื่องที่ไทยหยิบยืมเทคโนโลยีและนวัตกรรมข้ามประเทศ มาพัฒนาโครงสร้างระบบขนส่งฯ รวมถึงด้านวิศวกรรมรถยนต์ ในส่วนของไทย สื่งที่ส่งออกดูจะเน้นไปทางวัฒนธรรม ที่ปรากฏให้เห็นผ่านการทูตทางอาหาร (Culinary diplomacy) ซึ่งถือว่าเป็นซอฟต์พาวเวอร์ประสบความสำเร็จ เพราะเทศกาลอาหารไทยจัดขึ้นแถวสวน Preußenpark ในเบอร์ลินมีให้เห็นเป็นประจำทุกปี รวมถึงร้านอาหารไทยมากมายที่กระจายอยู่ทั่วประเทศ
การเดินทางหมุนเวียนทั้งแนวคิด ผู้คน และวัฒนธรรมข้ามพรมแดน ทำให้เกิดการแลกเปลี่ยน หลอมรวมทางวัฒนธรรม แต่สิ่งที่ยังทำให้สองประเทศนี้แตกต่างกันก็มีอยู่มาก นอกจากเรื่องขนาดพื้นที่ของประเทศไทยที่มีขนาดใหญ่กว่า หรือเรื่องจำนวนประชากรเยอรมันที่มากกว่าแล้ว เรื่องที่ปฏิเสธไม่ได้ก็คือ พัฒนาการของความเป็นประชาธิปไตยและโครงสร้างทางสังคมต่างๆ ส่งผลต่อความแข็งแรงของภาคอุตสาหกรรม บริษัทชั้นนำด้านนวัตกรรม เทคโนโลยี และงานวิจัย รวมถึงความสามารถในการแข่งขันทางเศรษฐกิจ ข้อมูลจาก V-Dem ปี 2026 ในดัชนีเสรีภาพในการแสดงออกและการเข้าถึงข้อมูลข่าวสาร ก็ชี้ให้เห็นว่าคะแนนของเยอรมนีนำหน้าไทยอย่างมาก
ความเป็นประชาธิปไตยที่จับต้องได้มีหน้าตาแบบไหน ถ้าเป็นที่เยอรมนี คุณสามารถเดินทางจากรถไฟฟ้าใต้ดินอูบาน (U-bahn) ลงสถานี Bundestag เดินต่ออีกนิดเพื่อเข้าเยี่ยมชมและศึกษาประวัติศาสตร์การเมือง อาคารรัฐสภา ที่เรียกกันว่าอาคารไรชส์ทาก (Reichstag) และเมื่อเดินขึ้นไป จะเจอกับโดมแก้วที่ออกแบบให้มีทางเดินวนไล่ขึ้นไป เมื่อเดินไปจนถึงชั้นสุดท้าย เดินออกไปจะมองเห็นเมืองเบอร์ลินแผ่กว้างสุดลูกหูลูกตา 360 องศา และถ้ามองลงมาจะเห็นนักการเมืองกำลังถกเถียงกันในห้องประชุมรัฐสภา
โดมแก้วในรัฐสภาอาจเป็นเพียงสัญลักษณ์ของความโปร่งใสที่จับต้องได้ แต่ความเป็นประชาธิปไตยที่กินได้ รวมถึงที่ผลิตได้นั้นแทรกซึมมาอยู่ในเรื่องพลังงานและไฟฟ้าของประเทศเช่นกัน ดาต้าแฮทชชวนคุณมาเดินทางย้อนเวลา เพื่อทำความรู้จักกับเยอรมนีผ่านเรื่องพลังงาน และโมเดล Energiewende เพราะบางทีแนวคิดบางอย่างก็อาจเดินทางข้ามทวีปมาให้เรา “หยิบยืม” ได้ เหมือนกับเรื่องอื่นๆ

Atomkraft? Nein Danke พลังงานนิวเคลียร์หรอ? ไม่เอาล่ะ ขอบคุณ
เขาบอกกันว่าถ้าอยากเข้าใจปัจจุบัน ก็ต้องกลับไปมองถึงอดีต ดังนั้นถ้าย้อนเวลากลับไปในช่วงปี 70 โลกเรานอกจากจะมีภาพยนตร์ในตำนานอย่าง Jaws และ The Godfather เกิดขึ้นแล้ว ก็ยังมีการประดิษฐ์คำว่า Energiewende หรือพลังงานเปลี่ยนทิศ (Energie ‘พลังงาน’ + Wende ‘จุดเปลี่ยน’, ‘การเปลี่ยนผ่าน’, ‘การยูเทิร์น’) คีย์เวิร์ดสำคัญของการเปลี่ยนผ่านทางพลังงานของเยอรมันนี้ มีที่มาที่ไปจากมูฟเมนต์ที่เกิดจากการต่อต้านนิวเคลียร์ ที่ริเริ่มจากการที่ประชาชนรวมตัวกันคัดค้านการก่อสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ที่เมือง Wyhl ในช่วง 1979/80 นี้เอง พรรคกรีน – พรรคที่ชูความยั่งยืนทางสิ่งแวดล้อม – ก็ได้ถือกำเนิดขึ้น
ความสำเร็จในการผลักดันการลดการใช้พลังงานนิวเคลียร์กลับปรากฎให้เห็นอย่างชัดเจน ราวๆ 20 ปีต่อมา เส้นกราฟสีน้ำตาลที่แทนการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานนิวเคลียร์ (หน่วยเทราวัตต์-ชั่วโมง/ปี) ลดลงอย่างเห็นได้ชัด หลังช่วงปี 2005 นอกจากจะมีแรงกระเพื่อมจากภาคประชาชน และแนวคิดทางเลือกพลังงานอื่นแล้ว ปัจจัยภายนอกอย่างเหตุการณ์ภัยพิบัติเชอร์โนบิล ในปี 1986 และ เหตุการณ์ภัยพิบัตินิวเคลียร์ฟุกุชิมะไดอิจิ ในปี 2011 ที่ทำให้อังเกลา แมร์เคิลเปลี่ยนความคิดเรื่องพลังงานนิวเคลียร์ (Clear Energy Wire, 2021) และกลับคำมั่นสัญญาในการต่อขยายอายุโรงไฟฟ้าพลังงานนิวเคลียร์ที่เคยให้ไว้ เป็นการ Phase out โรงไฟฟ้าพลังงานนิวเคลียร์ทั้งหมดภายใน 2022 ซึ่งเป็นการตัดสินใจที่คนส่วนใหญ่เห็นด้วย
และในปีเดียวกับที่เกิดภัยพิบัติที่ญี่ปุ่น ฝ่ายรัฐบาลของแมร์เคิลก็ได้ชูนโยบายระยะยาวในการเปลี่ยนผ่านพลังงาน และได้เสียงตอบรับจากพรรคการเมืองต่างๆ ในการมุ่งเป้าการลดก๊าซเรือนกระจกให้ได้ 80-95% ภายในปี 2050
ในส่วนของปริมาณการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนจะเห็นว่า ล้อไปกับปริมาณการพลังงานนิวเคลียร์จนกระทั่งถึงก่อนช่วง 2000 เล็กน้อย และในปี 2000 นี้เป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของการเปลี่ยนทิศของพลังงานงาน เนื่องจากรัฐบาลผสมระหว่างพรรคสังคมประชาธิปไตยเยอรมนี (Social Democratic Party of Germany: SPD) และพรรคกรีน (The Green Party) ได้ผ่านร่างพรบ. พลังงานหมุนเวียน (ภาษาเยอรมันคือ Erneuerbare-Energien-Gesetz: EEG) ที่มุ่งเน้นขยายแรงจูงใจให้พลังงานหมุนเวียน ซึ่งค้านกับกระทรวงเศรษฐกิจและพลังงาน ซึ่งเป็นกระทรวงที่มีความสัมพันธ์เหนียวแน่นกับบริษัทไฟฟ้ายักษ์ใหญ่ สมาชิกรัฐสภาที่เป็นแกนนำของทั้งสองพรรคจึงตัดสินใจหาทางหนีทีไล่ (circumvent) ผ่านกลไกที่มีอยู่เพื่อผลักดันกฎหมายนี้ให้สำเร็จ (Jungjohann, 2016)
ถึงแม้เยอรมนีจะทำการ Phase out พลังงานนิวเคลียร์เสร็จสิ้นในปี 2023 แต่ปัญหาระยะยาวของพลังงานนิวเคลียร์คือ การจัดการกากกัมมันตรังสี ย้อนกลับเมื่อปี 2024 Bloomberg เกิดเหตุน้ำรั่วไหลเข้าไปในใต้ดินของ Asse II ซึ่งเป็นคลังเก็บกากนิวเคลียร์ใต้ดินที่เคยเป็นเหมืองเกลือเก่า ตั้งอยู่ใกล้กับเมือง Wolfenbüttel เหตุการณ์ดังกล่าวสร้างความกังวลเรื่องสุขภาพให้กับประชาชนที่อาศัยในพื้นที่ ชาวเมืองและนักเคลื่อนไหวได้ยื่นฟ้องทางกฎหมาย เพื่อเรียกร้องให้ปิดพื้นที่และเคลื่อนย้ายกากนิวเคลียร์ออกไปทั้งหมด แต่การกู้คืนกากนิวเคลียร์เป็นงานที่ไม่เคยทำที่ไหนมาก่อนในโลก และคาดว่าจะยังไม่สามารถเริ่มดำเนินการได้จนกว่าวิธีการจัดการกากทางวิทยาศาสตร์จะได้รับการตรวจสอบว่าปลอดภัย
จะเห็นได้ว่าความจริงจังในการเปลี่ยนผ่านพลังงาน เห็นได้จากปัจจัยภายนอกอย่างผลกระทบจากภัยพิบัตินิวเคลียร์ที่เกิดขึ้นในต่างประเทศ และปัจจัยภายในประเทศ เช่น การแคนเซิลพลังงานนิวเคลียร์จากภาคประชาชน และการพัฒนาและส่งเสริมพลังงานหมุนเวียน ผ่านพรบ. อีกทั้งยังได้พรรคการเมืองที่มีจุดยืนเรื่องการเปลี่ยนผ่านช่วยเร่งให้เยอรมนีหลุดจากพลังงานนิวเคลียร์ เข้าสู่การเปลี่ยนไปใช้พลังงานหมุนเวียน ที่เพิ่มขึ้น

ความเชื่อของประชาชน คือ มูฟเมนต์ของ Energiewende
ความพิเศษของมูฟเมนต์ Energiewende สะท้อนอยู่ในความเชื่อของประชาชน การคนส่วนใหญ่ในประเทศ ทั้งภาคประชาชน พรรคการเมืองที่เห็นพ้องตรงกันว่าทางเลือกพลังงานที่ดีกว่าและเป็นอนาคตที่ยั่งยืน กระบวนการต่อสู้เชิงความคิด ข้อมูลในมิติต่างๆ ทั้งในระดับประเทศและระดับโลกต่างมาบรรจบกันและนำพาให้พลังงานเปลี่ยนทิศ
แนวคิดหลักที่อยู่ใต้ชัยชนะของ Energiewende มีอยู่ 5 ปัจจัย ได้แก่
- การต่อสู้กับภาวะโลกร้อน – คนเยอรมันราว 84% เชื่อว่าการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเป็นภัยคุกคาม และเชื่อว่าภาวะโลกร้อนมาจากการกระทำของมนุษย์ ผู้คนมีความเห็นตรงกันและเชื่อว่าตนต้องรับผิดชอบ ผ่านการลดการปล่อยคาร์บอน หรือลดการใช้พลังงานอย่างสิ้นเปลือง จึงเป็นตัวเร่งปฏิกิริยาให้เยอรมนีหันมาใช้พลังงานหมุนเวียนเพิ่มขึ้น
- การต่อสู้เพื่อความมั่นคงทางพลังงานและลดค่าใช้จ่ายในการนำเข้าเชื้อเพลิง – เนื่องจากเยอรมนีไม่มีทรัพยากรธรรมชาติที่มากพอ และต้องนำเข้าพลังงานเกือบ 2 ใน 3 ของที่ใช้ทั้งหมดการใช้พลังงานหมุนเวียนจึงช่วยลดการพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิลจากต่างประเทศ โดยเฉพาะจากรัสเซีย
- การต่อสู้เพื่อลดการพึ่งพาพลังงานนิวเคลียร์ – เหตุการณ์ความสูญเสียที่เกิดขึ้นที่ญี่ปุ่นส่งผลให้คนเยอรมันส่วนใหญ่เชื่อว่าพลังงานหมุนเวียนเป็นตัวเลือกที่ปลอดภัยกว่าและยืดหยุ่นกว่าโรงไฟฟ้า และสอดคล้องกับการต่อสู้กับภาวะโลกร้อน
- การต่อสู้เรื่องโอกาสเศรษฐกิจของธุรกิจสีเขียว – เยอรมนีสร้างให้ตลาดพลังงานหมุนเวียนแข็งแรง ไม่ใช่เพียงอุปกรณ์ แต่รวมถึงอุตสาหกรรมการผลิตในประเทศที่พร้อมแข่งขันกับตลาดโลก
- การต่อสู้ให้แรงงานภาคพลังงานหมุนเวียนในประเทศ – ในปี 2014 มีคนราว 355,000 ทำงานในภาคส่วนพลังงานหมุนเวียน (มากกว่าภาคส่วนนิวเคลียร์และถ่านหินรวมกัน) และรัฐบาลประเมินว่าพลังงานหมุนเวียนจะสร้างงานกว่า 1 แสนตำแหน่ง ภายในปี 2030

25 ปี พลังงานหมุนเวียนเร่งคนละสปีด เยอรมันโตเกือบ 41% แต่ไทยเพิ่มไม่ถึง 10%
ถ้าเปรียบเทียบสัดส่วนไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียน ในช่วง 25 ปีที่ผ่านมาให้เห็นชัดๆ จะเห็นว่าไฟฟ้าของเยอรมันนั้นมีสัดส่วนมาจากพลังงานหมุนเวียนเพิ่มขึ้น จนปัจจุบันสามารถแซงหน้าพลังงานถ่านหินและก๊าซรวมกัน โดยพลังงานหมุนเวียนหลักที่มีสัดส่วนสูงสุดคือ พลังงานลม รองลงมา พลังงานแสงอาทิตย์ พลังงานชีวภาพ และพลังงานน้ำ คิดเป็นสัดส่วนรวมทั้งหมดอยู่ที่เกือบ 60%
ในส่วนของไฟฟ้าของไทยกว่า 25 ปี พลังงานหลักมากกว่า 60% มาจากก๊าซ ปัจจุบันมีสัดส่วนพลังงานหมุนเวียนอยู่ที่เกือบ 17% โดยพลังงานหมุนเวียนหลักมาจาก พลังงานชีวภาพ รองลงมาคือ พลังงานแสงอาทิตย์ และ พลังงานน้ำ
น่าสังเกตว่า แม้ประเทศไทยจะอยู่ในเขตร้อนและมีศักยภาพด้านพลังงานแสงอาทิตย์มากกว่าเยอรมนี แต่สัดส่วนการนำมาใช้ผลิตไฟยังน้อยกว่าอย่างมาก

สิ่งที่จะช่วยอธิบายข้อสังเกตนี้ก็คงหนีไม่พ้นความเป็นเจ้าการติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์ของประชาชน เมื่อไปดูข้อมูลกระทรวงเศรษฐกิจและพลังงานสหพันธ์ ก็จะพบว่าชาวนาและประชาชนเยอรมันเป็นเจ้าของเกือบครึ่งหนึ่งของอัตรากำลังการผลิตติดตั้ง (Installed Capacity) ของแผงโซลาร์ฯ ในประเทศ อัตราส่วนโดยประมาณของผู้ผลิตไฟฟ้าในประเทศเยอรมนี 1 ใน 60 คน ในขณะที่ประเทศไทยอยู่ 1 ใน 4,364 คน ตัวเลขนี้บ่งบอกว่ามีคนไทยจำนวนน้อยที่สามารถขายไฟผ่านแผงโซลาร์เซลล์ที่ตนเองติดตั้ง – เหตุผลหนึ่งที่สกัดจำนวนการผลิตไฟจากแผงโซลาร์เซลล์ของประชาชน คือเป้าหมายการรับซื้อไฟฟ้าตามแผน PDP 2018 Rev.1 ระยะเวลาโครงการ ปี 2564-2573 ที่มีเป้าหมายการรับซื้อรวมไม่เกิน 90 เมกะวัตต์ ซึ่งโควตาดังกล่าวครบกำหนดแล้ว
นอกจากนี้ผลสำรวจของ SCB EIC ชี้ให้เห็นว่าผู้ตอบแบบสอบถามราว 53% มีข้อจำกัดในการจัดหาเงินส่วนตัวมาติดตั้งโซลาร์รูฟท็อป อีกทั้งยังไม่สามารถเข้าถึงข้อมูลที่ชัดเจนและเปรียบเทียบเรื่องความน่าเชื่อถือและราคาที่เหมาะสมของผู้ให้บริการติดตั้งได้ อีกหนึ่งปัญหาที่สำคัญคือ ความยุ่งยากของกระบวนการขออนุญาตติดตั้งจากภาครัฐ ทั้งในด้านการติดต่อหน่วยงานไฟฟ้า การเตรียมเอกสาร และการนัดตรวจสอบสถานที่ติดตั้ง สามสิ่งดังกล่าวยังเป็นอุปสรรคต่อการตัดสินใจของผู้บริโภค
เป็นเรื่องน่าเสียดายที่ประเทศไทยยังเปิดเสรีการขายไฟฟ้าและการรับซื้อไฟฟ้าส่วนเกินไม่มากพอ สุณีย์ ม่วงเจริญ (2569, น. 205) ยังได้ศึกษาถึงเรื่องการรีไซเคิลแผงโซลาร์เซลล์และพบว่ายังไม่มีกฎหมายเฉพาะที่กำจัดซากแผงโซลาร์เซลล์อย่างเป็นระบบ ดังนั้นสะท้อนว่าการส่งเสริมใช้การพลังงานแสงแดดอย่างคุ้มค่า และอย่างยั่งยืนนั้นอาจจะยังลอยอยู่ในอากาศ
และถึงแม้ว่าจะมีข่าวว่าครม. เสริมแรงพลังงานหมุนเวียนจากภาคประชาชน ผ่านมาตรการลดหย่อนภาษีสำหรับการติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปในที่อยู่อาศัย สูงสุดไม่เกิน 2 แสนบาท แต่มาตรการดังกล่าวก็ยังไม่เพียงพอ เพราะเป็นไปเพื่อจุดประสงค์แบ่งเบาภาระค่าครองชีพของประชาชน มากกว่าที่จะมุ่งเปลี่ยนผ่านพลังงาน โดยร่วมมือกับประชาชนอย่างยั่งยืน
(หมายเหตุ: ตัวเลขอัตราส่วน 1:4,364 มาจากโครงการโซลาร์ภาคประชาชน ข้อมูลจากสรุปผลดำเนินงานสำคัญ ปีงบประมาณ 2568 ของกกพ. ปีที่ผ่านมามีผู้เข้าร่วมโครงการโซลาร์ภาคประชาชน 15,113 คน ได้กำลังการผลิต 83.09 เมกะวัตต์ จากประชากร 65.95 ล้าน)
“ประชาธิปไตยพลังงาน” มาควบคู่กับ “การมีส่วนร่วมของพลเมืองเรื่องพลังงาน”
เมื่อย้อนกลับไปดูที่มาที่ไปของมูฟเมนต์ Energiewende จวบจนถึงความเป็นเจ้าของแผงโซลาร์เซลล์-การเป็นผู้ผลิตไฟด้วยตัวเอง ของคนเยอรมัน คำที่สามารถมาจำกัดความมวลโดยรวมก็คงไม่พ้นเรื่อง ประชาธิปไตยพลังงาน (Energy Democracy) ประชาธิปไตยทางพลังงาน บางครั้งก็มองเป็นคอนเซปต์คู่ขนานกับ การมีส่วนร่วมของพลเมืองเรื่องพลังงาน (Energy citizenship) บางครั้งใช้แทนกันได้
งานวิจัยของ Madeleine Wahlund และ Jenny Palm (2022) เสนอให้เห็นความแตกต่างว่า การมีส่วนร่วมของพลเมืองเรื่องพลังงาน (Energy citizenship) เป็นแนวคิดที่ให้ความสำคัญกับอำนาจในตัวบุคคล (Agency) ในฐานะตัวขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลง มักเน้นการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรม และการมีส่วนร่วมของปัจเจกในระบบพลังงาน เช่น การผลิตไฟฟ้าโดยผู้บริโภค (Prosumerism) การเข้าถึงอุปกรณ์อัจฉริยะ และเทคโนโลยีขนาดเล็ก การเพิ่มพูนความรู้ความเข้าใจเรื่องพลังงาน ซึ่งต่างจากประชาธิปไตยพลังงาน ที่เน้นการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างและระบบ
เมื่อเห็นภาพตรงกันแล้วว่า การขยับอำนาจเรื่องพลังงานนั้นสามารถมาจากสองทางได้ การสนับสนุนให้ภาคประชาชนอาจต้องออกแรงเองนั้นต้องมากับการผลักดันเชิงนโยบายและโครงสร้างที่จริงจังและจริงใจ เช่น มาตรการภาษีเพื่อส่งเสริมการติดตั้งโซลาร์รูฟท็อป ที่มาพร้อมกับการปลดล็อกการขายไฟฟ้าได้อย่างเสรี เพื่อเอื้อให้การเปลี่ยนผ่านพลังงานเกิดขึ้นได้อย่างแท้จริงและยั่งยืน
แล้วคุณคิดว่า 25 ปี กับตัวเลขปลายทาง 16.6% สะท้อนอะไรเกี่ยวกับเรื่องพลังงานของประเทศไทย? อดสงสัยไม่ได้ว่าลมพลังงานเปลี่ยนทิศได้ผ่านมาถึงไทยแล้วหรือยัง หรือมีแรงกระเพื่อมใดบ้างที่เป็นจุดเปลี่ยน และเร่งให้คนไทยตื่นตัวกับเรื่องการเปลี่ยนผ่านพลังงานให้เร็วขึ้น
ขณะที่ประเทศไทยยังคงมีระยะห่างระหว่าง “ผู้ใช้ไฟ” กับ “ผู้กำหนดทิศทางพลังงาน” อยู่ไม่น้อย ภายใต้โครงสร้างแบบบนลงล่าง แหล่งพลังงานและนโยบายกฎหมายแบบสำเร็จรูปที่คิดมาให้ประชาชน ประชาชนจึงมีหน้าที่เพียงจ่ายบิลท้ายเดือนนั้น ทำให้อดตั้งคำถามไม่ได้ว่าประเทศเรายังมีทางเลือกที่มีประสิทธิภาพมากกว่านี้ไหม
เรื่องพลังงานเป็นสิ่งที่ถักทอเข้าไปอยู่ในชีวิตของทุกคน ไม่ใช่เรื่องของใครที่ไหน หรือผู้เชี่ยวชาญเพียงอย่างเดียว เช่นเดียวกับคำว่าอิสรภาพ ดังที่นักปรัชญาชาวเยอรมันเชื้อสายยิว Hannah Arendt (1972) กล่าวว่า อิสรภาพไม่ได้เกิดขึ้นอย่างโดดเดี่ยว หากแต่เกิดขึ้นร่วมกับผู้อื่น ภายใต้เงื่อนไขของความเป็นส่วนรวมนี้เอง ที่ทำให้เรามีอิสระในการเปลี่ยนแปลงโลก และเริ่มต้นสิ่งใหม่ไปด้วยกัน
ภายใต้พลังของความเป็นส่วนรวมนี้เอง ผู้คนลุกขึ้นมาต่อต้าน ตั้งคำถามกับสิ่งที่เป็นอยู่ และเปลี่ยนแปลงอนาคตทั้งของตัวเอง ประเทศ และชะลอการเปลี่ยนแปลงทางสภาพอากาศของโลก เช่นเดียวกับที่มูฟเมนต์ Energiewende ที่เกิดขึ้นโดยไม่ได้รอให้ลมพัดมาถึง และยังคงดำเนินต่อไปในฐานะแนวคิดการเปลี่ยนผ่านทางพลังงาน ที่ช่วยกำหนดทิศทางให้ประเทศเยอรมนีพึ่งพาพลังงานตัวเองได้อย่างมั่นคง
อีกทั้งประชาชนก็ยังผลิตไฟฟ้าเอง และบริโภคเองได้
อ้างอิง
https://www.cleanenergywire.org/factsheets/very-brief-timeline-germanys-energiewende
https://www.sciencedirect.com/science/article/pii/S2214629621005697
https://energycitizenship.eu/about
https://www.scbeic.com/th/detail/product/solar-rooftop-tax-benefits-030725
https://ppim.pea.co.th/project/solar/detail/62885d055bdc7f264c5edcdd
https://www.sciencedirect.com/science/article/pii/S2214629621005697
https://us.boell.org/en/2023/04/21/understanding-german-nuclear-exit
https://www.bundeswirtschaftsministerium.de/Redaktion/EN/Artikel/Energy/res-2017.html