ไฟฟ้าไม่ใช่เพียงแสงสว่าง หากแต่เป็นโครงสร้างพื้นฐานที่กำหนดคุณภาพชีวิตและโอกาสของผู้คนในชุมชน ตั้งแต่การใช้เครื่องใช้ไฟฟ้าในครัวเรือน การต่อยอดรายได้ในเศรษฐกิจฐานราก การเพิ่มมูลค่าสินค้าเกษตร ไปจนถึงการเข้าถึงบริการสาธารณสุขและการศึกษาที่ทันสมัย

อย่างไรก็ตาม ภาพของการเข้าถึงไฟฟ้าอย่างทั่วถึงยังไม่เกิดขึ้นจริงในทุกพื้นที่ของภาคเหนือ

จากรายงานของ Lanner ร่วมกับ JET in Thailand ระบุว่า ยังมีอย่างน้อย 36 ชุมชนใน 4 จังหวัดภาคเหนือ ได้แก่ พิษณุโลก, แม่ฮ่องสอน, เพชรบูรณ์ และลำปาง ที่ไม่มีไฟฟ้าใช้ คิดเป็น 20.33% ของ 177 พื้นที่ทั่วประเทศที่ไม่สามารถพัฒนาระบบไฟฟ้าได้ เนื่องจากตั้งอยู่ในพื้นที่หวงห้าม ตามรายงานของกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น กระทรวงมหาดไทย

เมื่อแยกตามจังหวัด พบว่า ปัญหานี้กระจุกตัวอยู่ในพื้นที่ภูเขาและเขตป่าเป็นหลัก โดยจังหวัดพิษณุโลก มีมากที่สุด 16 ชุมชน ทั้งหมดอยู่ในอำเภอชาติตระการ และเกี่ยวข้องกับข้อพิพาทเรื่องพื้นที่ป่าสงวนและป่าอนุรักษ์ ขณะที่จังหวัดแม่ฮ่องสอน มี 12 ชุมชน กระจุกตัวอยู่ในอำเภอสบเมย ซึ่งเผชิญข้อจำกัดในลักษณะเดียวกัน

ส่วนจังหวัดเพชรบูรณ์ มี 5 ชุมชน กระจายอยู่ในอำเภอศรีเทพ อำเภอเมือง และอำเภอชนแดน โดยเกี่ยวข้องทั้งพื้นที่ป่า ที่ดินสาธารณะประโยชน์ และพื้นที่เลี้ยงสัตว์ ขณะที่จังหวัดลำปาง มี 3 ชุมชน ในอำเภอเกาะคาและอำเภอวังเหนือ ซึ่งเป็นพื้นที่คาบเกี่ยวหลายหน่วยงานและยังติดเงื่อนไขด้านกฎหมายที่ดิน

ตัวเลขเหล่านี้ สะท้อนว่า ปัญหาการเข้าถึงไฟฟ้าไม่ได้เกิดจากข้อจำกัดทางเทคนิคเพียงอย่างเดียว หากแต่ผูกโยงอยู่กับสถานะของที่ดิน นโยบายป่าไม้ และโครงสร้างการจัดการทรัพยากรของรัฐ ซึ่งยังคงเป็นอุปสรรคสำคัญต่อการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานขั้นพื้นฐานของประชาชนในพื้นที่ชายขอบ

เมื่อกฎหมายกลายเป็นเงื่อนไขของการเข้าถึงไฟฟ้า

เมื่อพิจารณาในรายละเอียด จะเห็นว่าสาเหตุที่หลายชุมชนในภาคเหนือยังไม่มีไฟฟ้าใช้ ไม่ได้อยู่ที่ ‘ข้อจำกัดทางเทคนิค’ หากแต่อยู่ที่ ‘ข้อจำกัดด้านกฎหมาย’ และ ‘สถานะของพื้นที่’ เป็นสำคัญ

ข้อมูลระบุว่า 31 ชุมชน จากทั้งหมด 36 ชุมชน ของ 4 จังหวัดดังกล่าว หรือราว 86% ตั้งอยู่ในพื้นที่ทับซ้อนกับเขตป่าสงวนและป่าอนุรักษ์ ซึ่งอยู่ภายใต้กฎหมายที่ห้ามการก่อสร้าง เช่น พ.ร.บ.ป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ. 2507 และ พ.ร.บ.อุทยานแห่งชาติ พ.ศ. 2504 ส่งผลให้การตั้งเสาไฟฟ้าหรือวางระบบสายส่งอาจถูกตีความว่าเป็นการกระทำผิดกฎหมาย จึงไม่สามารถพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานได้

ในอีกด้านหนึ่ง หลายชุมชนเป็นชุมชนดั้งเดิมที่ตั้งถิ่นฐานอยู่มาก่อนการประกาศเขตป่า แต่กลับไม่ได้รับการรับรองสิทธิในที่ดินตามกฎหมายปัจจุบัน ทำให้ไม่สามารถขอใช้พื้นที่เพื่อพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานได้อย่างถูกต้อง

นอกจากนี้ ยังมีอีก 3 ชุมชน ที่ตั้งอยู่ในพื้นที่สาธารณประโยชน์และพื้นที่สงวนเพื่อการเลี้ยงสัตว์ ซึ่งติดข้อจำกัดจากกฎหมายที่ดินของรัฐ 1 ชุมชน เป็นพื้นที่สงวนสำหรับเลี้ยงสัตว์ และอีก 1 ชุมชน ที่อยู่ในพื้นที่คาบเกี่ยวหลายหน่วยงาน ทำให้กระบวนการอนุญาตยิ่งซับซ้อนและใช้เวลานานขึ้น

ข้อจำกัดเหล่านี้ทำให้การนำไฟฟ้าเข้าไปในพื้นที่ไม่ใช่เรื่องของ ‘ทำได้หรือไม่ได้’ หากแต่เป็นเรื่องของ ‘ทำได้หรือไม่ภายใต้กฎหมายที่มีอยู่’ กล่าวคือ แม้ในทางเทคนิคจะสามารถดำเนินการได้ แต่เมื่อเงื่อนไขทางกฎหมายไม่เอื้อ การเข้าถึงไฟฟ้าจึงยังไม่เกิดขึ้นจริง

เมื่อกฎหมายยังคงยึดโยงอยู่กับเงื่อนไขเดิม และไม่สอดคล้องกับความเป็นจริงของชุมชนดั้งเดิม ปัญหาการเข้าถึงไฟฟ้าจึงกลายเป็นเรื่องที่ยืดเยื้อ แม้ในวันที่ไฟฟ้ากลายเป็นปัจจัยพื้นฐานของชีวิตไปแล้วก็ตาม

แสงไฟที่ยังไปไม่ถึง ชุมชนสบเมยที่ยังรอเสถียรภาพพลังงาน

ในจังหวัดแม่ฮ่องสอน โดยเฉพาะพื้นที่อำเภอสบเมย ปัญหาการเข้าถึงไฟฟ้ายังคงมีความซับซ้อน เนื่องจากหลายหมู่บ้านตั้งอยู่ตามแนวลุ่มน้ำสาละวินและบนพื้นที่ภูเขาสูง ขณะเดียวกันยังมีชุมชนจำนวนไม่น้อยที่ไม่สามารถเข้าถึงไฟฟ้าได้ จากข้อจำกัดด้านกฎหมายในพื้นที่ซ้อนทับกับเขตป่าอนุรักษ์

อีกทั้งระบบการจัดเก็บข้อมูลของหน่วยงานรัฐที่ยังไม่เชื่อมโยงกัน ก็ยิ่งทำให้บางชุมชนถูกมองไม่เห็นและตกหล่นจากการให้บริการขั้นพื้นฐานดังกล่าว ซึ่งพื้นที่ตำบลแม่สามแลบ อำเภอสบเมย จังหวัดแม่ฮ่องสอน ก็เป็นหนึ่งในนั้น

ข้อมูลจากองค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) แม่สามแลบ ร่วมกับการไฟฟ้าส่วนภูมิภาคแม่สะเรียง ช่วงต้นเดือนเมษายน 2569 ระบุว่า มีการสำรวจและวางแผนขยายเขตไฟฟ้าไปยังหมู่บ้านเป้าหมาย เช่น บ้านเครอะบอ บ้านห้วยกระต่าย บ้านห้วยแห้ง และชุมชนอื่น ๆ โดยมีบ้านสิวาเดอเป็นจุดเริ่มต้นของการเชื่อมต่อ แต่การดำเนินงานยังต้องผ่านการพิจารณาจากหลายหน่วยงาน เนื่องจากพื้นที่ส่วนใหญ่ยังอยู่ในเขตป่าอนุรักษ์

ความพยายามดังกล่าวเกิดขึ้นภายใต้ความร่วมมือของหลายหน่วยงาน ทั้งองค์การบริหารส่วนตำบลแม่สามแลบ การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (PEA) แม่สะเรียง หน่วยงานป่าไม้ และสถาบันวิจัยและพัฒนาพื้นที่สูง (สวพส.) เพื่อผลักดันให้เกิดโครงสร้างพื้นฐานในพื้นที่ชายขอบ โดยมีเป้าหมายทั้งการยกระดับคุณภาพชีวิต สนับสนุนภาคเกษตร และสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจในระดับชุมชน

อย่างไรก็ตาม สถานการณ์จริงในพื้นที่ยังสะท้อนช่องว่างระหว่างแผนกับการเข้าถึงที่เกิดขึ้นจริง

พงษ์พิพัฒน์ มีเบญจมาศ นายกองค์การบริหารส่วนตำบลแม่สามแลบ อำเภอสบเมย จังหวัดแม่ฮ่องสอน อธิบายว่า แม้ในเชิงการปกครองจะมี 10 หมู่บ้าน แต่ในทางปฏิบัติพื้นที่ถูกแบ่งออกเป็นลักษณะ ‘หย่อมบ้าน’ ถึง 23 แห่ง และมีเพียง 4 หย่อมบ้านเท่านั้นที่เข้าถึงไฟฟ้า ขณะที่ที่เหลือยังอยู่นอกระบบทั้งหมด

“สาเหตุหลักคือพื้นที่มันห่างไกล เป็นภูเขา การเดินทางลำบาก และที่สำคัญคือส่วนใหญ่อยู่ในเขตป่า ต้องขออนุญาตหลายขั้นตอน ทำให้การขยายไฟฟ้ามีข้อจำกัด”

ข้อจำกัดเหล่านี้ส่งผลต่อชีวิตประจำวันของผู้คนในหลายมิติ ทั้งด้านการศึกษา ที่เด็กไม่สามารถเข้าถึงสื่อการเรียนรู้ดิจิทัลได้อย่างเต็มที่ ด้านสาธารณสุขที่การติดต่อในกรณีฉุกเฉินทำได้ยาก รวมถึงระบบสื่อสารและอินเทอร์เน็ตที่ไม่เสถียร เพราะต้องอาศัยไฟฟ้าเป็นพื้นฐาน

แม้บางพื้นที่จะมีการติดตั้งโซลาร์เซลล์เพื่อแก้ปัญหาเฉพาะหน้า แต่กำลังไฟยังไม่เพียงพอต่อการใช้งานจริง ขณะที่กิจกรรมทางเศรษฐกิจ เช่น การแปรรูปผลผลิตทางการเกษตรหรือการพัฒนากลุ่มอาชีพ ก็ยังถูกจำกัดจากข้อจำกัดด้านพลังงาน

แนวทางแก้ไขในปัจจุบันมีทั้งการขยายโครงข่ายไฟฟ้าแบบพาดสายสำหรับพื้นที่ที่เข้าถึงได้ และการใช้ระบบพลังงานแสงอาทิตย์ระดับชุมชนในพื้นที่ห่างไกล แต่ทั้ง 2 แนวทางยังต้องเผชิญข้อจำกัดด้านการอนุญาต โดยเฉพาะในเขตป่าสงวนและพื้นที่ต้นน้ำ รวมถึงบางโครงการที่ต้องผ่านการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) ทำให้หลายโครงการยังคงอยู่ระหว่างการพิจารณา

“หลายชุมชนรอไฟฟ้ามานานมาก นานหลายสิบปี บางที่ก็รอมาตั้งแต่เริ่มตั้งหมู่บ้านเลยก็มี แต่ก็ยังเข้าไม่ถึงครบทุกพื้นที่ เพราะติดเรื่องข้อกฎหมาย มันก็บอกได้ยากเหมือนกันว่ามันจะแล้วเสร็จเมื่อไร แต่ความคาดหวังของชุมชนก็อยากให้ทุกพื้นที่ได้เข้าถึงไฟฟ้าอย่างเท่าเทียม” พงษ์พิพัฒน์กล่าว

ภาพรวมทั้งหมดจึงสะท้อนว่า แม้จะมีความพยายามผลักดันอย่างต่อเนื่อง แต่การเข้าถึงไฟฟ้าในพื้นที่ชายแดนอย่างสบเมยยังคงเป็นกระบวนการที่ยืดเยื้อ บางชุมชนรอคอยมานานนับสิบปี โดยยังไม่สามารถระบุได้อย่างชัดเจนว่าจะแล้วเสร็จเมื่อใด

ปลดล็อกข้อจำกัดเชิงโครงสร้าง โจทย์ใหญ่เพื่อการเข้าถึงไฟฟ้าที่เท่าเทียม

ท่ามกลางความล่าช้าและข้อจำกัดที่ยังคงอยู่ สิ่งที่ชุมชนเรียกร้องไม่ใช่เรื่องซับซ้อน หากแต่เป็นการเข้าถึงไฟฟ้าในฐานะสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐานที่ควรมีอย่างเท่าเทียมเช่นเดียวกับพื้นที่อื่น ๆ ขณะที่โจทย์สำคัญยังคงอยู่ที่การผลักดันของภาครัฐ ว่าจะสามารถคลี่คลายข้อจำกัดเชิงโครงสร้าง และทำให้โครงการที่มีอยู่เดินหน้าไปสู่การใช้งานจริงในพื้นที่ห่างไกลได้มากเพียงใดในภาพรวม

ปัญหาการเข้าถึงไฟฟ้าในพื้นที่ชายขอบจึงไม่ใช่เพียงเรื่องของการขยายสายส่งหรือการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน หากแต่เป็นภาพสะท้อนของข้อจำกัดเชิงนโยบายและการจัดการทรัพยากรที่ยังไม่สอดคล้องกับความเป็นจริงของพื้นที่

เมื่อชุมชนดั้งเดิมยังคงไม่มีสถานะที่ชัดเจนในระบบกฎหมาย การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานขั้นพื้นฐานอย่างไฟฟ้าจึงถูกผูกติดอยู่กับเงื่อนไขที่ยากจะขยับ ขณะที่ความต้องการใช้พลังงานเพื่อดำรงชีวิต การศึกษา การรักษาพยาบาล และการสร้างรายได้ กลับเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

คำถามสำคัญจึงไม่ใช่เพียงว่า ไฟฟ้าจะไปถึงเมื่อไหร่? แต่คือจะทำอย่างไรให้การพัฒนาเข้าถึงผู้คนทุกกลุ่มได้อย่างเป็นธรรม ภายใต้ข้อจำกัดที่มีอยู่

เพราะในวันที่ไฟฟ้ากลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวัน การที่ยังมีชุมชนจำนวนหนึ่งต้องอยู่นอกระบบ ไม่ได้สะท้อนเพียงความห่างไกลของพื้นที่เท่านั้น แต่ยังสะท้อนถึงช่องว่างของโอกาสที่ยังคงดำรงอยู่ในสังคมเดียวกัน

แหล่งข้อมูลอ้างอิง

[ บทความนี้เป็นการจัดทำร่วมกันระหว่าง Lanner x Data Hatch ]