ท่ามกลางความผันผวนของราคาพลังงานโลก ค่าไฟฟ้าในประเทศไทยยังคงปรับตัวตามต้นทุนเชื้อเพลิงอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ทำให้แนวคิดเรื่อง ‘พลังงานราคาถูก’ ถูกหยิบกลับมาเป็นคำตอบเชิงนโยบายอีกครั้ง

กลางเดือนมีนาคม 2569 คณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) ระบุว่า หากราคาก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) ปรับตัวสูงขึ้น อาจทำให้ค่าไฟฟ้าผันแปร (Ft) เพิ่มขึ้นได้ถึง 0.58 บาทต่อหน่วย ภายใต้เหตุผลด้านเสถียรภาพพลังงาน ส่งผลให้มีข้อเสนอเพิ่มสัดส่วนการผลิตไฟฟ้าจากถ่านหิน ซึ่งมีต้นทุนเฉลี่ยราว 0.70 บาทต่อหน่วย และมีความผันผวนน้อยกว่าก๊าซธรรมชาติที่อิงกับตลาดโลก

อย่างไรก็ตาม แหล่งผลิตถ่านหินสำคัญของประเทศอย่าง อ.แม่เมาะ จ.ลำปาง กำลังเผชิญความไม่แน่นอน จากเหตุการณ์ดินสไลด์เมื่อปลายปี 2568 ที่ส่งผลกระทบต่อระบบลำเลียงลิกไนต์และแผนการผลิต ขณะเดียวกัน ชุมชนรอบเหมืองยังคงต้องแบกรับภาระจากมลพิษ การเปลี่ยนแปลงของสิ่งแวดล้อม และความไม่มั่นคงด้านอาชีพและรายได้อย่างต่อเนื่อง

ภาพรวมดังกล่าวจึงไม่ใช่เพียงความพยายามควบคุมต้นทุนค่าไฟของประเทศเท่านั้น แต่ยังสะท้อนให้เห็นว่า ภาระด้านพลังงานยังคงถูกผลักไปยังพื้นที่ต้นทาง คำถามสำคัญจึงตามมาว่า ค่าไฟที่ปรากฏในบิลนั้นได้สะท้อนต้นทุนทั้งหมดแล้วจริงหรือไม่ และต้นทุนที่ถูกมองข้ามนั้นรวมถึงชีวิตของผู้คนในพื้นที่มากเพียงใด

โครงสร้างเชื้อเพลิงไฟฟ้าไทยและบทบาทของถ่านหินในช่วงเปลี่ยนผ่าน

ในปี 2568 ประเทศไทยมีการผลิตไฟฟ้ารวมประมาณ 227,424 กิกะวัตต์ชั่วโมง โดยก๊าซธรรมชาติยังคงเป็นเชื้อเพลิงหลัก คิดเป็นสัดส่วนราว 54% และถ่านหินและลิกไนต์ยังทำหน้าที่เป็นส่วนหนึ่งของพลังงานหลักอยู่ที่ 14% เพื่อช่วยพยุงเสถียรภาพของระบบไฟฟ้า โดยเฉพาะในช่วงที่ความต้องการใช้ไฟฟ้าหรือราคาพลังงานมีความผันผวน

ข้อมูลจาก Justpow ระบุว่า ในปี 2566 ต้นทุนไฟฟ้าจากถ่านหินและลิกไนต์รวมกันอยู่ที่ประมาณ 4.02% ของต้นทุนค่าไฟทั้งหมด หรือราว 0.24 บาทต่อหน่วย โดยแบ่งเป็นลิกไนต์จากเหมืองแม่เมาะของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ประมาณ 0.06 บาทต่อหน่วย และถ่านหินจากโรงไฟฟ้าเอกชนรวมถึงการนำเข้าอีกราว 0.18 บาทต่อหน่วย

ตัวเลขนี้ช่วยอธิบายว่าทำไมลิกไนต์แม่เมาะจึงมักถูกมองในฐานะเชื้อเพลิงต้นทุนต่ำของระบบไฟฟ้า แต่ต้องไม่ลืมว่าต้นทุนนี้ ยังไม่ได้รวมต้นทุนด้านสุขภาพ สิ่งแวดล้อม การฟื้นฟูพื้นที่ และผลกระทบต่อชุมชน

ในปีเดียวกัน กฟผ. มีค่าใช้จ่ายด้านลิกไนต์สำหรับโรงไฟฟ้าแม่เมาะประมาณ 11,416 ล้านบาท ขณะที่โรงไฟฟ้าเอกชนและถ่านหินนำเข้ามีต้นทุนรวมสูงกว่ามาก อยู่ที่ราว 34,899 ล้านบาท

‘เหมืองแม่เมาะ’ เป็นเหมืองลิกไนต์แห่งเดียวในประเทศที่ยังดำเนินการอยู่ โดยมีปริมาณสำรองประมาณ 198.8 ล้านตัน (ณ สิ้นปี 2564) และสามารถผลิตได้อีกราว 13 ปี ตามอัตราการใช้งานปัจจุบัน อย่างไรก็ตาม มีแนวทางลดกำลังการผลิตลงครึ่งหนึ่ง เพื่อยืดอายุเหมืองออกไป

ในระยะยาว บทบาทของแม่เมาะมีแนวโน้มลดลงตาม ‘แผนพลังงานชาติ(NEP)’ ที่มุ่งสู่พลังงานสะอาดและการปล่อยคาร์บอนสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero Emissions) ในปี 2593 ภายใต้ทิศทางดังกล่าว กำลังการผลิตไฟฟ้าจากแม่เมาะจะทยอยลดลงเหลือราว 1,200 เมกะวัตต์ในปี 2569 และมีกรอบยุติการผลิตไฟฟ้าจากถ่านหินภายในปี 2594 ขณะเดียวกัน มีการประเมินว่าเหมืองแม่เมาะอาจปิดดำเนินการในช่วงประมาณปี 2583 เพราะแม้ขณะนั้น จะยังมีถ่านหินเหลืออยู่ราว 100 ล้านตัน แต่มีแนวโน้มไม่คุ้มค่าทางเศรษฐกิจ เนื่องจากขั้นถ่านหินลึกจะอยู่ลงไปถึงประมาณ 500 เมตร และมีข้อจำกัดในการสกัดก๊าซมีเทนจากชั้นถ่านหิน สะท้อนการถอยบทบาทของถ่านหินในระบบพลังงานไทยอย่างเป็นขั้นตอน

สุชาติ คล้ายแก้ว หัวหน้าโครงการ Innovation Regions for a Just Energy Transition (IKI JET) ประจำประเทศไทย ระบุว่า บทบาทของโรงไฟฟ้าแม่เมาะมีแนวโน้มลดลงชัดเจนตั้งแต่ปลายปี 2568 ที่ผ่านมา หลังลดกำลังผลิตจาก 2,400 เมกะวัตต์ เหลือราว 1,200 เมกะวัตต์ สะท้อนทิศทางตามแผนพลังงาน

สุชาติประเมินผลกระทบจากการลดการผลิตโรงไฟฟ้าแม่เมาะว่า เศรษฐกิจที่กระทบแรงงานเหมือง โรงไฟฟ้า และธุรกิจในห่วงโซ่ตั้งแต่ผู้รับจ้างถึงร้านค้าในชุมชน เสี่ยงสูญเสียรายได้และกระทบเศรษฐกิจท้องถิ่น 

โดยแรงงานใน จ.ลำปางที่เกี่ยวข้องกับ กฟผ. และบริษัทในเครือ คิดเป็นประมาณ 9,000 ตำแหน่ง และเมื่อรวมผลกระทบทางอ้อม อาจกระทบประชาชนราว 40,000 คน ขณะที่โครงสร้างแรงงานทั้งจังหวัด ยังกระจุกในภาคเกษตร บริการ และงานฝีมือ ท่ามกลางสังคมสูงวัยและข้อจำกัดของงานมูลค่าสูง หากไม่มีมาตรการรองรับ การลดบทบาทถ่านหินอาจทำให้ผลิตภัณฑ์มวลรวมจังหวัด (GPP) สูญเสียสะสมกว่า 12,500 ล้านบาท ภายในปี 2593

เพื่อลดผลกระทบจากการเปลี่ยนผ่าน จ.ลำปางจึงได้จัดทำ ‘แผนแม่บทการเปลี่ยนผ่านพลังงานและปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ’ ภายใต้หลัก ‘การเปลี่ยนผ่านที่เป็นธรรม’ (Just Transition) ครอบคลุมทั้งการจ้างงาน รายได้ และความเข้มแข็งของเศรษฐกิจท้องถิ่น

แผนดังกล่าวมุ่งพัฒนาโครงการพลังงานหมุนเวียนในแม่เมาะ ควบคู่มาตรการรองรับแรงงาน เช่น การย้ายแรงงานสู่ภาคพลังงานสะอาด การฝึกทักษะใหม่และยกระดับทักษะ และการสร้างงานในอุตสาหกรรมสีเขียว พร้อมทั้งดึงดูดการลงทุนใหม่บนฐานโครงสร้างเดิม

ในด้านสิ่งแวดล้อม ที่แม้มีแผนฟื้นฟู แต่การที่เหมืองยังเปิดดำเนินการ ทำให้การฟื้นฟูดิน น้ำ และภูมิประเทศทำได้ยาก จึงต้องวางแผนใช้พื้นที่หลังเหมืองปิดอย่างมีประสิทธิภาพ และผลกระทบด้านสังคมที่เกี่ยวกับความมั่นคงครัวเรือนและคุณภาพชีวิต ซึ่งหากไม่เตรียมพร้อม อาจเพิ่มความเหลื่อมล้ำ โดยเฉพาะแรงงานเปราะบางที่มีทักษะจำกัด

สุชาติมองว่า ต้องผลักดันแนวคิดใหม่ในการใช้พื้นที่ ทั้งการอยู่ร่วมกับชุมชนและพัฒนาพื้นที่ต่อ โดยย้ำว่าต้องเริ่มวางแผนตั้งแต่ตอนนี้ ไม่ใช่รอให้เหมืองปิด เพื่อให้สามารถต่อยอดศักยภาพได้ทันเวลา 

“แม้ถ่านหินจะพยุงค่าไฟช่วงก๊าซแพง แต่ปัจจุบันกำลังผลิตลดลงและถ่านหินมีจำกัด จึงต้องวางแผนการใช้ให้คุ้มค่า โดยคำนึงทั้งเศรษฐกิจ สิ่งแวดล้อม แล้วกำหนดให้ชัดว่าจะใช้เท่าไหร่และใช้อย่างไรให้คุ้มค่าที่สุด” สุชาติกล่าว

พลังงานราคาถูก ที่แลกมากับลมหายใจของคนแม่เมาะ

ค่าไฟฟ้าที่ประชาชนจ่ายในแต่ละเดือนประกอบด้วยหลายส่วน ทั้งต้นทุนเชื้อเพลิง ค่าไฟฟ้าผันแปร (Ft) ที่อิงกับราคาพลังงานโลก และค่าใช้จ่ายด้านระบบส่ง–จำหน่าย อย่างไรก็ตาม ตัวเลขเหล่านี้สะท้อนเพียง ‘ต้นทุนในบัญชี’ เท่านั้น ขณะที่ ‘ต้นทุนด้านสิ่งแวดล้อม สุขภาพ และผลกระทบต่อชุมชนรอบแหล่งผลิต’ มักไม่ถูกนับรวมในโครงสร้างร

ความไม่สมดุลดังกล่าวเห็นได้ชัดใน อ.แม่เมาะ จ.ลำปาง ซึ่งเป็นทั้งแหล่งเหมืองลิกไนต์และฐานผลิตไฟฟ้าหลักของประเทศ ภายใต้ระบบผู้ซื้อรายเดียวที่ กฟผ. เป็นผู้ดูแลกำลังผลิต การทำเหมืองแบบเปิดทำให้ภูมิทัศน์เปลี่ยนแปลงอย่างมาก ส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศ แหล่งน้ำใต้ดิน และการใช้ที่ดินในระยะยาว ขณะเดียวกัน การเผาไหม้ถ่านหินยังก่อให้เกิดมลพิษ เช่น ซัลเฟอร์ไดออกไซด์ (SO₂) และฝุ่น PM2.5 ซึ่งเชื่อมโยงกับปัญหาระบบทางเดินหายใจของประชาชนในพื้นที่

คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) ระบุว่า เหมืองและโรงไฟฟ้าแม่เมาะยังคงสร้างผลกระทบต่อสุขภาพและสิ่งแวดล้อมอย่างต่อเนื่อง ทั้งฝุ่น กลิ่น เสียง น้ำเสีย และการปนเปื้อนของสารพิษในดินและแหล่งน้ำ เช่น ปรอท ตะกั่ว ทองแดง และแคดเมียม ในบางช่วงยังพบค่ามลพิษเกินมาตรฐาน โดยเฉพาะคุณภาพอากาศและระดับเสียงในช่วงเวลากลางคืน แม้ กฟผ. จะดำเนินมาตรการตามรายงาน EHIA และมีการศึกษาร่วมกับหลายสถาบัน แต่ปัญหายังคงไม่คลี่คลาย และยังส่งผลต่อชีวิตประจำวันของชุมชน

ในมิติความเป็นธรรม กสม. ยังชี้ว่า ผู้ได้รับผลกระทบโดยตรง รวมถึงเครือข่ายผู้ป่วยแม่เมาะ ยังเข้าถึงกองทุนพัฒนาไฟฟ้าได้ไม่ทั่วถึง หลักเกณฑ์การจัดสรรงบประมาณยังไม่ตอบโจทย์ด้านสุขภาพและการเยียวยาอย่างเพียงพอ พร้อมเสนอให้ปรับปรุงระบบตรวจวัดมลพิษ เพิ่มความโปร่งใสในการเปิดเผยข้อมูล และทบทวนกลไกการจัดสรรค่าภาคหลวงแร่และกองทุนต่าง ๆ ให้ครอบคลุมผู้ได้รับผลกระทบจริงมากขึ้น

สำหรับชุมชนรอบเหมือง ต้นทุนเหล่านี้ไม่ได้เป็นเพียงประเด็นเชิงสิ่งแวดล้อม แต่ฝังอยู่ในชีวิตประจำวัน และสะสมเป็นความเสี่ยงระยะยาวที่ไม่เคยสะท้อนอยู่ในค่าไฟ

“คนแม่เมาะได้รับผลกระทบจากเหมืองและโรงไฟฟ้าอยู่แล้วครับ บ้านผมอยู่ห่างจากโรงไฟฟ้าแค่ประมาณ 3 กิโลเมตร สิ่งที่เห็นชัดคือมลพิษทางอากาศและฝุ่น จากทั้งกระบวนการผลิตและการขนส่ง” 

วัชรพงศ์ แก้วมาลา ชาวบ้านที่อยู่อาศัยในพื้นที่อำเภอแม่เมาะมากกว่า 30 ปี กล่าว พร้อมระบุว่า ฝุ่นและมลพิษจากเหมืองและโรงไฟฟ้าส่งผลต่อระบบทางเดินหายใจ และสามารถกระจายได้ในระดับอำเภอหรือจังหวัด ขณะเดียวกัน ในด้านการเยียวยา เขามองว่ายังไม่ทั่วถึง

“การเยียวยายังไม่ทั่วถึง มีกลุ่มผู้ป่วยแม่เมาะที่ยังเรียกร้องอยู่ และยังไม่ได้รับการชดเชยอย่างครบถ้วน”

ในมิติเศรษฐกิจและสังคม แม้แม่เมาะจะเป็นฐานผลิตไฟฟ้าหลักของประเทศ แต่คนในพื้นที่กลับมองว่า ต้นทุนที่ต้องแบกรับไม่เคยถูกนับรวมอย่างเป็นธรรม ตั้งแต่การอพยพย้ายถิ่น การสูญเสียสิทธิในที่ดิน หลังพื้นที่เดิมถูกประกาศเป็นเขตป่าอนุรักษ์ ไปจนถึงข้อจำกัดด้านสาธารณูปโภค

“บางคนเคยมีที่ดินของตัวเอง แต่พอย้ายไปอยู่พื้นที่เช่า พอสัญญาหมดก็กลายเป็นผู้บุกรุกป่า ทำให้ไม่มีความมั่นคงในชีวิต” วัชรพงศ์กล่าว

ท่ามกลางการลดบทบาทของเหมืองและโรงไฟฟ้า วัชรพงศ์ยังแสดงความกังวลต่ออนาคตของแรงงานในพื้นที่ โดยเฉพาะกลุ่มแรงงานทั่วไปที่มีความเปราะบางกว่าพนักงานรัฐวิสาหกิจ

“เมื่อกำลังการผลิตลดลง พนักงานก็ต้องลดตาม คนที่น่าเป็นห่วงคือแรงงานทั่วไป เช่น รปภ. แม่บ้าน ที่ไม่ได้มีสวัสดิการเท่าพนักงานรัฐวิสาหกิจ หากมีการเปลี่ยนผ่านพลังงาน กลุ่มนี้จะได้รับผลกระทบมากที่สุด” 

พลังงานไทยเปลี่ยนอย่างไรให้ผ่าน โดยไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง

เมื่อระบบพลังงานไทยเข้าสู่ช่วงเปลี่ยนผ่าน คำถามสำคัญไม่ใช่แค่จะใช้พลังงานอะไรแทนถ่านหิน แต่คือจะออกแบบให้เป็นธรรมกับพื้นที่ต้นทางอย่างแม่เมาะอย่างไร 

สุชาติ คล้ายแก้ว ระบุว่า การเปลี่ยนผ่านต้องอาศัยการมีส่วนร่วมจากทุกฝ่าย ไม่ใช่การกำหนดจากส่วนกลางเพียงลำพัง พร้อมเสนอให้มีกลไกกลางรับฟังเสียงผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย และทำให้แผนพลังงานเป็น ‘Living Document’ ที่ปรับตามเทคโนโลยีและต้นทุนที่เปลี่ยนไป

“คุณไม่สามารถเอาคนกรุงเทพฯ มาดีไซน์ว่า ลำปางควรเป็นยังไงได้ ต้องเอาเสียงของคนพื้นที่ขึ้นไป”

เขาระบุว่า แม้แผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้า (PDP) จะเป็นแผนระดับชาติ แต่ท้องถิ่นมีบทบาทในการสะท้อนความพร้อมและความต้องการของพื้นที่ ขณะที่ระบบพลังงานในอนาคตมีแนวโน้มกระจายศูนย์มากขึ้น ลดการพึ่งพาโรงไฟฟ้าขนาดใหญ่ และเพิ่มบทบาทของชุมชนและผู้ใช้ไฟฟ้าในฐานะผู้ผลิตและเจ้าของพลังงาน เช่น โซลาร์ครัวเรือนและโซลาร์คอมมูนิตี้ ซึ่งเริ่มถูกบรรจุใน PDP 2024 มากขึ้น

“ประชาชนต้องเป็นคนเลือกว่าอยากใช้พลังงานแบบไหน และมีส่วนร่วมออกแบบอนาคตของตัวเอง”

การเปลี่ยนผ่านพลังงานจึงวัดกันที่วิธีตัดสินใจพอ ๆ กับเทคโนโลยีที่จะเข้ามาแทนที่ถ่านหิน ใครมีสิทธิออกแบบอนาคตพลังงาน ใครเข้าถึงประโยชน์จากระบบใหม่ และใครต้องแบกรับต้นทุนจากระบบเดิม ล้วนเป็นคำถามที่กำหนดว่า การเปลี่ยนผ่านครั้งนี้จะเป็นธรรมเพียงใด

สำหรับแม่เมาะ ความเป็นธรรมจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อคนในพื้นที่มีส่วนร่วมตั้งแต่ต้นทางของการตัดสินใจ ได้รับประโยชน์จากเศรษฐกิจใหม่ และมีสิทธิกำหนดอนาคตของตนเองหลังถ่านหินค่อย ๆ ถอยออกไป เพราะพลังงานที่เป็นธรรมไม่ควรถามแค่ว่าไฟฟ้าถูกแค่ไหน แต่ต้องถามด้วยว่าใครเป็นคนจ่ายราคาของความถูกนั้น

แหล่งข้อมูลอ้างอิง

[ บทความนี้เป็นการจัดทำร่วมกันระหว่าง Lanner x Data Hatch ]