เกิดน้อย ตายเยอะ ไม่แต่งงาน คือกระแสที่หลายแห่งกำลังเผชิญ ปัญหาของความโสดไม่ใช่แค่เรื่องทางใจของคนคนเดียว แต่กำลังกลายเป็นปัญหาระดับประเทศ เพราะเมื่อคนไม่แต่งงาน และไม่มีลูก อนาคตก็จะขาดแรงงานรุ่นใหม่มาขับเคลื่อนเศรษฐกิจ สุดท้ายทั้งประเทศอาจเหลือเพียงประชากรวัยชราเป็นหลัก

จีนคือหนึ่งในประเทศที่เริ่มมองเห็นปัญหานี้ชัด และเร่งปรับตัว แม้จะเป็นประเทศขนาดใหญ่ มีประชากรจำนวนมาก แต่ก็ยังหนีไม่พ้นแนวโน้มเด็กเกิดน้อยลง เพราะคนรุ่นหนุ่มสาวเลือกที่จะแต่งงานช้าลง หรือบางส่วนก็เลือกไม่แต่งเลย ปัญหานี้กำลังค่อย ๆ ไหลไปสู่แรงงานขาดแคลนในอนาคตอันไม่ไกลนัก

อีกหนึ่งความแตกต่างที่เห็นได้ชัดคือ ประเทศจีนยังเป็นสังคมที่พ่อแม่จำนวนมากคาดหวังให้ลูกแต่งงานเร็ว บางครั้งไม่เกินอายุ 25 ปี ขณะที่เมื่อเทียบกับไทย เราจะเห็นความแตกต่างของอายุที่สังคมกำหนดว่าควรแต่งงาน เพราะความคาดหวังจากครอบครัว วัฒนธรรมการสร้างครอบครัวยังคงเข้มข้น แต่ในอีกด้าน สังคมกลับเพิ่มแรงกดดันขึ้นไปอีก ทั้งค่าครองชีพที่สูงขึ้น ค่าจัดงานแต่ง ความพร้อมเรื่องบ้าน รถ หรือทรัพย์สินต่าง ๆ

ในจุดนี้เอง บริษัทหาคู่ จึงเริ่มกลายเป็นอีกหนึ่งทางเลือกของคนรุ่นใหม่ในจีน เพียงแค่กรอกสเปคของคนในฝัน ตั้งแต่รูปร่าง ความสูง ไปจนถึงฐานะ รายได้ และภูมิหลังทางสังคม กระแสของบริษัทหาคู่ในจีนกำลังเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง เพราะเป็นบริการแบบจ่ายเงินที่ช่วยคัดเลือก “คนที่ใช่” จากจำนวนผู้คนมหาศาลบนแผ่นดินใหญ่ เหมาะทั้งกับคนที่ไม่มีเวลา และคนที่มีเวลาแต่ต้องการตัวเลือกที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น

DataHatch พาเที่ยวเมืองจีนเวอร์ชั่นคนโสด ผ่านดาต้าและเรื่องราว ส่องความพยายามของพี่ใหญ่แห่งเอเชีย ทั้งในมุมของนโยบายรัฐ การออกแบบสังคม และบริษัทหาคู่ที่กำลังเติบโต ขณะเดียวกันก็ย้อนกลับมาดูไทย ที่กำลังเข้าสู่สังคมสูงวัย (super aging) อัตราการเกิดลดลงต่อเนื่อง และคำถามสำคัญคือ เราจะทำอย่างไรให้การเริ่มต้นความสัมพันธ์นั้นไม่ยากเกินไปในโลกยุคนี้

ชีวิตคู่จีนเปลี่ยน แต่งกันน้อยลง แยกทางกันมากขึ้น

จากปัญหาการแต่งงานน้อยลง และการมีลูกน้อยลง เกิดขึ้นในหลายประเทศทั่วโลก แม้แต่ประเทศที่มีประชากรมากที่สุดอย่างจีนก็ไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้ แนวโน้มการแต่งงานในจีนลดลงต่อเนื่อง ก่อนจะเริ่มมีสัญญาณทรงตัวและฟื้นตัวเล็กน้อยในช่วงปี 2025

จากข้อมูลการจดทะเบียนสมรสของกระทรวงกิจการพลเรือน ประเทศจีน ในปี 2025 พบว่ามีคู่จดทะเบียนสมรสประมาณ 6.75 ล้านคู่ทั่วประเทศ (ถึงเขาบอกว่าจะน้อยลง แต่จำนวนนี้ก็ยังมากกว่าคนกรุงเทพฯ ตามทะเบียนบ้านอยู่ดี) ขณะที่มีในปีเดียวกันนั้นเอง กลับคู่รักที่ตกลงแต่งงานกันไปแล้ว กลับพากันหย่าร้างไปมากกว่า 2.74 ล้านคู่ ส่งผลให้อัตราการหย่าร้างต่อการแต่งงานอยู่ที่ประมาณ 40.6%  ตัวเลขนี้ก็สะท้อนภาพชีวิตครอบครัวของหนุ่มสาวจีนรุ่นใหม่ได้ว่า การตัดสินใจแยกทางเพิ่มขึ้นง่ายกว่าเดิม 

เมื่อปี 2024 มีคู่สมรสจดทะเบียนสมรสตามกฎหมายรวม 6.1 ล้านคู่ ปี 2023 ลดลงมาเหลืออยู่ราวๆ 7.6 ล้านคู่ และ ปี 2022 จดทะเบียนสมรสกันอยู่ที่ 6.8 ล้านคู่ และถ้าหากเราย้อนไปถึงปี 2018 จะพบว่าในปีนั้นมีคู่รักตกลงร่วมใช้ชีวิตด้วยกันมากถึง 10 ล้านคู่ทั่วประเทศจีน ส่วนเรื่องของการหย่าร้าง ในปี 2024 ก็มีคู่รักเลิกร้างกันไปตามกฎหมายจำนวน 3.5 ล้านคู่ ปี 2023 อยู่ที่ราวๆ 3.6 ล้านคู่ และปี 2022 เกิดการหย่าร้างอยู่ที่ประมาณ  2.1 ล้านคู่ 

ในขณะเดียวกัน เมื่อ ‘การแต่ง–หย่า’ กลายเป็นเรื่องปกติมากขึ้น คนที่เลือก ‘ไม่เริ่มต้นเลย’ ก็เพิ่มขึ้นเช่นกัน ข้อมูลสะท้อนว่า อายุเฉลี่ยของการแต่งงานครั้งแรกขยับไปอยู่ที่ 29.7 ปี และในเมืองใหญ่อย่างเซี่ยงไฮ้ ปักกิ่ง กวางโจว และเซินเจิ้น ตัวเลขนี้พุ่งเกิน 30 ปีไปแล้ว

ทั้งหมดนี้สะท้อนว่า ผู้คนจำนวนมากกำลังเลื่อนการแต่งงานออกไป หรือในบางกรณี อาจไม่ได้วางแผนจะเข้าสู่สถานะนั้นอีกต่อไป อย่างไรก็ตาม ยังมีกลุ่มคนที่ยังอยากจะแต่งงาน และมีแฟน ทั้งอยากมีจริงๆ และสังคม หรือที่บ้านเรียกร้องเช่นกัน แต่ก็ด้วยหลายๆ ปัจจัยทำให้ยังไม่ได้เจอรักแท้

วงสังคมแคบ งานแน่น เวลาไม่มี สูตรชีวิตคนโสดในจีน

จาก รายงานสำรวจคนโสดไตรมาสที่ 4 ปี 2022 เผยแพร่โดย China Dating Network เผยว่าเกือบครึ่งหนึ่งของคนโสดที่ตอบแบบสำรวจเป็นโสดมานานกว่า 3 ปี และอีก 20.5% เป็นโสดมา 1-3 ปี นอกจากนี้รายงานยังบอกเราอีกว่าเหตุผลที่ทำให้หนุ่มสาวชาวจีนยังคงไร้คู่มีด้วยกันหลายข้อ

เรียงตามสาเหตุที่พบบ่อยสุด คือ วงสังคมแคบ ไม่ได้เจอคนใหม่ 51% คือเหตุผลแรกๆ ที่พบบ่อยสุดของหนุ่มสาวชาวจีน  รองลงมาคือ ชอบอยู่บ้าน ไม่ชอบเข้าสังคม  48% และเป็นคนแสดงออกไม่ค่อยเก่ง 46% เหตุผลที่พบบ่อยเป็นอันดับ 3 คือ เวลาว่างน้อย 45% ช่องทางในการหาเพื่อน หรือการได้โอกาสรู้จักกับคนใหม่ๆ มีจำกัด 43% บางคนก็ดันไม่ค่อยคุ้นเคยกับเพศตรงข้ามอีกกว่า  42%  และท้ายสุดกับเหตุผลว่า ช่วงนี้งานยุ่งเกินไป 29% ซึ่งเป็นเหตุผลที่ดูเป็นคนจีนมากๆ 

นอกจากนี้ “ข้อมูลจากการสำรวจประชากร 1% ระดับชาติปี 2025” ของสำนักงานสถิติแห่งชาติ แสดงให้เห็นว่า ประเทศจีนมีคนโสดอายุ 15 ปีขึ้นไป 240 ล้านคน คิดเป็น 17.1% ของประชากรทั้งหมด ในจำนวนนี้ กลุ่มอายุ 20-40 ปี ซึ่งถือว่าเป็นคนโสดที่พร้อมจะแต่งงาน คิดเป็นกว่า 60% หมายความว่า 60 ใน 100 คนหนุ่มสาวเป็นโสด อีกปัจจัยหนึ่งคือโครงสร้างประชากรจากนโยบายในอดีต ทำให้สัดส่วนเพศชายมากกว่าเพศหญิงในบางช่วงวัย ส่งผลให้เกิดความไม่สมดุลในตลาดความสัมพันธ์ และทำให้การแข่งขันสูงขึ้นในเชิงสังคม 

เริ่มที่นโยบายขยายลงพื้นที่ จีนออกแบบระบบใหม่เพื่อพยุงการแต่งงาน

สถานการณ์ที่กำลังดิ่งลงเรื่อยๆ ทำให้รัฐจีนเล็งเห็นปัญหาที่ต้องแก้ด่วน ถ้าตามจากข้อมูลพบว่าจากปี 2024 จนถึงปี 2025 อัตราการแต่งงานของคนจีนกำลังเริ่มเพิ่มขึ้น ทิศทางการออกแบบนโยบาย หรือการสนับสนุนๆ อื่นๆ เองกำลังมาถูกทางแล้วเหมือนกัน 

รัฐเริ่มลงมาที่ทั้ง “ต้นทุน” และ “พฤติกรรม” คือเมื่อรัฐยกเลิกนโยบายลูกคนเดียว ขยับมาจนถึงตอนนี้เป็นนโยบายลูกสามคนได้แล้วนั้น เรื่องค่าใช้จ่ายจึงเป็นเรื่องสำคัญ รัฐเข้ามาช่วยลดภาษีสินค้าแม่และเด็ก บางเมืองมีการให้เงินเพื่อสร้างแรงจูงใจให้เกิดการแต่งงาน เช่น เมืองลู่เหลียง มณฑลชานซี ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2025 คู่รักที่ถ้าทั้งสองจดทะเบียนสมรสเป็นครั้งแรก และฝ่ายหญิงมีอายุไม่เกิน 35 ปี จะได้รับเงินรางวัล 1,500 หยวน หลายเมืองในมณฑลเจ้อเจียง รวมถึงหางโจวและหนิงโป ได้ออกบัตรกำนัลแต่งงานให้กับคู่บ่าวสาวด้วยเหมือนกัน แต่ที่ราคาเพิ่มขึ้นคือภาษีถุงยางถึง 13% เพราะไม่อยากให้คนใช้ถุงยาง เป็นการสนับสนุนให้คนมีลูกกันมากขึ้นแบบอ้อมๆ อีกทีหนึ่ง 

ในอีกด้านหนึ่ง รัฐยังพยายามออกแบบพื้นที่พบปะใหม่ๆ คือการจัดงานสปีดเดทขนาดใหญ่ เช่น งานที่จัดขึ้นเมื่อปลายเดือนมีนาคมในอำเภอฉางซิง มณฑลเจ้อเจียงตะวันออก งานนี้ได้รับการสนับสนุนจากหน่วยงานทางการเมืองท้องถิ่นบางแห่ง โดยมีเกมและกิจกรรมต่างๆ เป็นเวลาสามชั่วโมง โดยมีเป้าหมายเพื่อทำความรู้จักกับหญิงและชายโสดที่เข้าร่วม หรือในเมืองถงหลิง มณฑลอานฮุย ที่มีการจัดพื้นที่ในสวนสาธารณะให้เป็นจุดพบปะเชิงโรแมนติก คล้ายการ ‘ออกแบบเมืองเพื่อความสัมพันธ์’

ตลอดจน ‘ตลาดหาคู่’ ที่เป็นกระแสในโลกออนไลน์ทั่วโลก ก็เป็นอีกหนึ่งความพยายามของพ่อแม่ที่อยากจะจับคู่ หาสะใภ้หาเขยให้กับลูกตัวเอง โดยเป็นพื้นที่โล่งที่เต็มไปด้วยผู้คนมายืนมาจับจองพื้นที่พร้อมกับกระดาษเรซูเม่ ประวัติชีวิต การศึกษา การทำงานของลูกๆ หลานๆ ในบางครั้งก็จะมีพิธีกร ทำหน้าที่ช่วย ประกาศหาให้ว่าชอบคนแบบไหน อยากได้แฟนจากเมืองไหน เพิ่มสีสันให้กับตลาดหาคู่มากขึ้น 

และอีกเหตุผลหนึ่งที่อาจมีส่วนช่วยให้การแต่งงานเริ่มดีขึ้น คือ ตั้งแต่วันที่ 10 พฤษภาคม 2568 เป็นต้นมา จีนแก้ไขระเบียบการจดทะเบียนสมรส คือไม่ให้ภูมิศาสตร์มาส่งผลต่อความรักอีกต่อไป ง่ายๆ คือคู่สมรสไม่จำเป็นต้องมีสมุดทะเบียนบ้านเพื่อขอรับใบทะเบียนสมรสอีกต่อไป สามารถดำเนินการจดทะเบียนสมรสได้ทั่วประเทศ ทำให้หนุ่มสาวชาวจีนสามารถจดทะเบียนสมรสข้ามจังหวัดได้ จำนวนคู่แต่งงานจึงเริ่มเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะในเมืองใหญ่ที่มีประชากรแฝง 

ตลาดหาคู่ในจีน ธุรกิจที่เติบโตจากความเหงา 

ต่อให้กิจกรรมเต็มเมือง รัฐพร้อมซัพ แต่ถ้าคนไม่มีเวลาจะให้ทำยังไง  บริการจัดหาคู่แบบมืออาชีพจึงเริ่มเป็นทางเลือกใหม่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเมืองชั้นหนึ่งและชั้นสอง เช่น ปักกิ่ง เซี่ยงไฮ้ กว่างโจว และในกลุ่มผู้มีการศึกษาสูงและรายได้สูง ที่ได้รังแรงกดดันจากทั้งทางบ้านและสังคม

ท่ามกลางแรงกดดันเรื่องการแต่งงานจากคนรุ่นพ่อแม่ที่ยังคงมีอยู่ ทำให้ธุรกิจหาคู่เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของระบบ และยังมีโอกาสเติบโตได้อีกไกล รายงานวิเคราะห์เกี่ยวกับการแข่งขันในตลาดและกลยุทธ์การลงทุนในอุตสาหกรรมการจับคู่ทางธุรกิจของจีน แสดงให้เห็นว่าขนาดตลาดของอุตสาหกรรมจัดหาคู่ในประเทศจีนมีมูลค่าถึง 4.5 หมื่นล้านหยวนในปี 2025 หรือราวๆ สองแสนล้านบาทไทย เทียบได้กับงบประมาณของ ไทยช่วยไทยพลัส 60/40   มูลค่าที่ว่านี้ก็ยังเพิ่มขึ้น 21.6% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า  ส่วน GMA บริษัทเอเจนซี่ ก็ได้เผยข้อมูลว่ากำไรของอุตสาหกรรมหาคู่ในจีนพุ่งสูงถึง  1.18 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ คิดเป็นเงินไทยราว 42,500 ล้านบาทและยังมีแนวโน้มเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยคาดว่าในปี 2027 มูลค่าของธุรกิจจะเพิ่มขึ้นอีกอย่างแน่นอน พร้อมจำนวนผู้ใช้งานที่น่าจะเพิ่มขึ้นสูงถึง 55 ล้านคน 

เหตุผลที่บริการจัดหาคู่เป็นที่นิยมเพิ่มขึ้น เพราะว่าวัยทำงานเริ่มไม่ได้ม   องแค่ว่าเป็นหนึ่งในวิธีการหาแฟนเท่านั้น แต่บริษัทเหล่านี้ยังครอบคลุมหลายๆ ฟีเจอร์เสริมที่ต้องการ เช่น การให้คำปรึกษาด้านความสัมพันธ์ก่อนเริ่มต้น จิตวิทยาก่อนแต่งงาน หลังจากนั้นก็ยังมีบริการบอกรัก ช่วยเหลือการเตรียมออกเดต ไปจนถึงการแก้ไขปัญหาชีวิตคู่ และบริการสำหรับครอบครัว เรียกว่าเป็นช่องทางลัดที่มีหลักประกันมากขึ้นสำหรับหนุ่มสาวแดนมังกร 

แน่นอนว่า ประเทศจีนมีแบรนด์หาคู่หลายแบรนด์ แต่ละบริษัทมีจุดเด่นแตกต่างกันออกไป เช่นบริษัทหาคู่ในจีนมีหลายรูปแบบ อย่าง Baihe (百合佳缘网络集团) ที่มีทั้งรูปแบบออนไลน์และออฟไลน์ หรือ Zhenai (珍爱网) ที่ใช้ matchmaker จริงช่วยคัดเลือกคู่แบบจริงจัง รวมถึงแพลตฟอร์มอย่าง Yidan (伊对) ที่เน้นวิดีโอเดตสด และการจับคู่ผ่านไลฟ์สตรีม ซึ่งกำลังเติบโตอย่างรวดเร็ว ความพิเศษคือเมื่อเรากดเข้าไปดู เราสามารถเลือก ‘คำอธิบาย’ ที่เรามองหาในคู่ของเราได้ โดย 5 อันดับ คำที่คนนิยมค้นหามากที่สุดในเว็บนี้ คือ สวย สง่างาม ทำอาหารได้ จัดการการเงินเป็น

ความสัมพันธ์ที่ต้องประเมินความคุ้มค่าจากอายุ เงินเดือน และฐานะทางสังคม 

สำหรับคนเขียนได้มีโอกาสแวะไปที่หนึ่งในบริษัทหาคู่ของประเทศจีน หนึ่งในกระบวนการที่น่าสนใจมาก คือการที่เราสามารถเลือกได้อย่างละเอียด ราวกับว่ากำลังเลือกเมนูในราเม็งข้อสอบ คือสามารถติ๊กได้ตั้งแต่น้ำหนัก ส่วนสูง เมืองเกิด อาชีพการทำงาน รายได้ การศึกษา ตลอดจนอยากมีลูกมั้ย หรือรับได้มั้ยหากอีกฝ่ายเคยแต่งงานมาก่อนแล้ว 

เมื่อลองหาข้อมูลที่เกี่ยวข้อง เราพบว่ามีหลายประเด็นน่าสนใจ เพราะสิ่งที่คนจีนมองหาในคู่ครองอันดับต้นๆ ไม่ใช่แค่หน้าตา แต่คือสิ่งที่นักสังคมวิทยาเรียกว่า SES (Socioeconomic Status) หรือสถานะทางเศรษฐกิจและสังคมประกอบด้วย รายได้ การศึกษา การมีบ้านหรือทรัพย์สินต่างๆ 

งานวิจัย Chinese General Social Survey (CGSS) บอกว่า ถ้ารายได้ของ ‘เขา’ มากกว่า ‘เรา’ สัก 2 เท่าขึ้นไป เรา มีแนวโน้มว่าเราจะเริ่มสนใจเขา โอกาสถูกเลือกจะเพิ่มขึ้น 51% ในสายตาผู้ชาย และ 75% ในสายตาผู้หญิง แปลว่าสังคมจีนมองว่าผู้ชายควรทำงานหารายได้มากกว่าฝ่ายหญิง ในขณะเดียวกัน ถ้าฝ่ายหญิงมีบ้าน จะดูน่าสนใจขึ้นประมาณ 47% แต่ถ้าผู้ชายมีบ้าน ความน่าสนใจเพิ่มขึ้นถึง 102% เรียกได้ว่าสุดยอดแต้มต่อที่ทำให้มีโอกาสจะมีแฟน

ส่วนการศึกษา ยิ่งสูงยิ่งดีทั้งผู้หญิงและผู้ชาย หากผู้หญิงที่ไม่ได้หน้าตาเกินค่าเฉลี่ย แต่มีการศึกษาที่สูง เช่น ระดับปริญญาโทขึ้นไป ก็เพิ่มความน่าสนใจมากขึ้น ส่วนคุณผู้ชาย ถ้ายังไม่มีบ้าน ไม่มีเงินเดือนจำนวนมาก การศึกษาเองก็ช่วยเพิ่มความน่าสนใจให้กับคุณได้

อาชีพผู้ชายที่ได้รับความสนใจสูงสุด คือ ผู้บริหารระดับสูง การเงิน การศึกษา หรือเป็นเจ้าของธุรกิจ ในทางกลับกัน กลุ่มที่ได้รับความสนใจน้อยคือ นักเรียน พนักงานขาย และอาชีพทั่วไปที่ไม่ชัดเจน ส่วนฝั่งสาวๆ นั้นอาชีพที่ได้รับความสนใจสูงสุด คือ อาชีพสายออกแบบ (Design) ส่วนอาชีพที่น้อยที่สุด คือ ครู และบัญชี 

และอีกหนึ่งประเด็นน่าสนใจคือ โดยปกติผู้ชายจีนมองหาผู้หญิงที่เด็กกว่า 2-3 ปี และผู้หญิงเองก็มองหาผู้ชายที่โตกว่าในช่วงอายุพอๆ กัน แต่ถ้าผู้หญิงอายุมากกว่า แต่ดันมีรายได้เยอะกว่าตามอายุไปด้วย ทั้งหมดนี้สะท้อนว่าความรักในบริบทนี้ ไม่ได้เป็นเพียงเรื่องของความรู้สึก แต่กลายเป็นระบบที่มีตัวแปรจำนวนมากเข้ามาเกี่ยวข้อง

ปัญหาในไทยไม่ใช่แค่ไม่อยากมีครอบครัว แต่คือการไม่มีจุดเริ่มให้ได้รัก

หันกลับมามองฝั่งประเทศไทย สถานการณ์ของไทยตอนนี้เองก็ไม่ค่อยสู้ดีนัก ประเทศไทยได้ติดอันดับของการเป็นเมืองคนโสดไปแล้ว ประเทศไทยมีสัดส่วนคนแต่งงานลดลงต่อเนื่อง โดยหากเปรียบเทียบกับปี 2560 พบว่าคนวัยเจริญพันธุ์แต่งงานลดลงกว่า 5% พร้อมกับสถิติของการหย่าที่เพิ่งขึ้นกว่าเดิม อีกนัยหนึ่งคือเมื่อเลิฟแล้วไม่เวิร์ก เราก็เซย์บายกันได้ง่ายขึ้น แต่การจะเริ่มรักอาจจะเป็นด่านที่ยากที่สุดสำหรับเมืองไทย เมื่อเทียบประชากรสัดส่วนต่อพื้นที่แล้ว พบว่ามีคนโสดสูงมากกว่าครึ่งหนึ่ง คนโสดคิดเป็นจำนวน 1 ใน 5 ของประชากร เกินกว่าครึ่งอยู่ในวัยเจริญพันธุ์ และอาศัยในเขตเมือง โดยเฉพาะเขตกรุงเทพฯ 

ปัญหาการแต่งงานน้อยลงของคนไทย คือสิ่งที่รัฐบาลหลายรุ่นพยายามแก้ไข ผ่านการออกนโยบายต่างๆ ไม่ว่าจะ เพิ่มวันลาคลอดบุตรให้สำหรับผู้หญิงมากขึ้น เพิ่มพื้นสำหรับการช่วยเหลือเลี้ยงดูเด็กเล็ก ตลอดจนสนับสนุนการสมรสหมู่ เพื่อช่วยลดค่าใช้จ่ายของงานแต่ง แต่ในอีกมุมหนึ่ง นี่ไม่ใช่แค่เรื่องรักไม่ยืนยาว แต่คือแค่การเริ่มต้นยากขึ้นแล้ว ยังแทบไม่มีโครงสร้างที่ตอบคำถามพื้นฐานที่สุดว่า ก็ในเมื่อคนสองคนที่ยังไม่รู้จักกัน จะเริ่มเจอกันได้จากที่ไหนในสังคมแบบนี้ ในขณะที่ถ้าเรามองกลับไปที่จีน จะเห็นภาพของการทดลองทั้งจากรัฐ เมือง และภาคเอกชน ที่พยายามออกแบบการพบกันอย่างจริงจัง

เพราะท้ายที่สุดแล้วความรัก อาจจะเป็นมากกว่าแค่เรื่องของคนสองคน แต่เป็นผลลัพธ์ของการออกแบบเมืองและนโยบายสาธารณะ ซึ่งเป็นโจทย์ที่พ่อเมืองและผู้กำหนดนโยบายของไทยต้องหันกลับมาคิดอย่างจริงจังมากขึ้น