ปกติฝนตกชีวิตก็ลำบากแล้ว แต่ถ้าวันนึงฝนตกแล้วสิ่งที่ไหลมาไม่ใช่แค่น้ำฝน แต่เป็นกองขยะขนาดมหึมาก็คงเป็นหายนะที่ชวนตื่นตระหนกยิ่งกว่าเดิม เหตุการณ์อันน่าตกใจนี้ไม่ใช่เรื่องสมมติ แต่เพิ่งเกิดขึ้นจริงที่จังหวัดชลบุรี เมื่อวันที่ 5 กรกฎาคมที่ผ่านมานี้เอง
กรณีมวลน้ำฝนพัดขยะอุตสาหกรรมที่ถูกกองทิ้งไว้ทะลักเข้ามาในพื้นที่อยู่อาศัยของผู้คนนี้ เป็นหนึ่งในตัวอย่างสำคัญว่าทำไมประชาชนจากภาคใต้และภาคตะวันออกถึงคัดค้านการผลักดัน พ.ร.บ. ระเบียงเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคใต้ (SEC) และการขยายพื้นที่โครงการเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ไปยังจังหวัดปราจีนบุรี เพราะชลบุรีเป็นหนึ่งใน 3 จังหวัด EEC ร่วมกับระยองและฉะเชิงเทรา ที่ได้รับผลกระทบจากการพัฒนาอุตสาหกรรมที่ละเลยสวัสดิภาพของประชาชน จึงไม่แปลกที่ประชาชนในพื้นที่เขตพัฒนาในอนาคตจะไม่อยากให้บ้านของตนเองต้องเผชิญปัญหาสิ่งแวดล้อมเช่นนั้น
หลังจากประชาชนปักหลักชุมนุมที่หน้าทำเนียบเป็นเวลา 9 วันเพื่อเรียกร้องให้รัฐบาลยุติการผลักดัน พ.ร.บ. SEC โดยหนึ่งในข้อเรียกร้องคือยุติการขยายพื้นที่โครงการ EEC ไปยังจังหวัดปราจีนบุรี ประชาชนได้เจรจาและบรรลุข้อเรียกร้องแล้ว โดยพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ตอบรับว่าจะนำเรื่องเสนอต่อนายกรัฐมนตรีให้ทบทวนการขยายพื้นที่โครงการ EEC ไปยังจังหวัดปราจีนบุรี
ฟังดูเหมือปัญหาคลี่คลายไปในทางที่ดีแล้วใช่ไหม? แต่อย่าลืมว่าแม้ปัจจุบัน ปราจีนบุรียังไม่ถูกนับเป็นพื้นที่โครงการ EEC แต่สิ่งแวดล้อมและประชาชนในจังหวัดกลับได้รับผลกระทบจากการพัฒนามาอย่างต่อเนื่อง จนปราจีนบุรีได้รับการขนานนามว่าเป็น ‘เมืองหลังบ้าน EEC’
DataHatch ชวนย้อนดูที่มาของคำสั่ง คสช. อันนำไปสู่ พ.ร.บ. EEC และผลกระทบที่เกิดขึ้นแล้วในจังหวัดปราจีนบุรี ผ่านข้อมูลจากรายงานศึกษา ‘ปราจีนบุรี เมืองหลังบ้าน EEC’ โดย EEC Watch และ Land Watch Thai เพื่อเน้นย้ำว่าถึงรัฐบาลจะให้คำตกลงว่าจะทบทวนการขยายโครงการ EEC ไปยังจังหวัดปราจีนบุรี กระนั้น สิ่งที่ต้องดำเนินการควบคู่กันคือมาตรการเยียวยาผลกระทบที่ยังคงส่งผลต่อสิ่งแวดล้อมและคุณภาพชีวิตของประชาชนมาจนถึงทุกวันนี้

เขตพัฒนาเศรษฐกิจ แนวคิดที่มาจากยุค คสช.
รัฐบาลประยุทธ์ จันทร์โอชา ผลักดันการจัดตั้งเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) และเขตเศรษฐกิจพิเศษชายแดน (SEZ) อันเป็นโครงการด้านเศรษฐกิจที่มีวัตถุประสงค์คือเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ ดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศ ไปจนถึงเพื่อยกระดับความสามารถในการแข่งขันของประเทศ แนวนโยบายนี้ได้รับการผลักดันและดำเนินการอย่างรวดเร็ว
สาเหตุที่รัฐบาลชุดดังกล่าวสามารถดำเนินการได้เร็วขนาดนี้เพราะหลังจากที่คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ทำรัฐประหารในปี พ.ศ. 2557 ได้ประกาศใช้รัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว ซึ่งให้อำนาจกว้างขวาง อำนวยความสะดวกให้สามารถดำเนินนโยบายต่าง ๆ ได้โดยปราศจากการตรวจสอบถ่วงดุล มีการออกคำสั่ง คสช. หลายฉบับซึ่งในภายหลังได้กลายเป็นกรอบกฎหมายที่นำไปสู่การจัดตั้ง EEC และ SEZ จึงพูดได้ว่า การจัดตั้งโครงการด้านเศรษฐกิจนี้ดำเนินการได้อย่างราบรื่นเพราะรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว
อาจฟังดูเหมือนเป็นเรื่องดี ที่การดำเนินโครงการเป็นไปอย่างรวดเร็ว แต่ในกรณีที่ดำเนินการโดยปราศจากการตรวจสอบถ่วงดุลและขาดการมีส่วนร่วมของประชาชน กลับสร้างผลกระทบให้คนในพื้นที่และสิ่งแวดล้อมอย่างหนัก เพราะคำสั่ง คสช. หลายฉบับส่งผลต่อการปรับใช้กฎหมายอื่นซึ่งเกี่ยวข้องกับที่ดินและสิ่งแวดล้อม โดยคำสั่งที่เกี่ยวข้องกับการจัดตั้ง EEC คือ (1) คำสั่งหัวหน้า คสช.ที่ 2/2560 กำหนดอำนาจหน้าที่ผ่านการแต่งตั้งคณะกรรมการต่าง ๆ ก่อนมีการออกกฎหมาย (2) คำสั่งหัวหน้า คสช.ที่ 28/2560 แต่งตั้งคณะกรรมการพิจารณารายงานผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมโดยเร่งรัดให้เสร็จภายใน 1 ปี และ (3) คำสั่งหัวหน้า คสช.ที่ 47/2560 ยกเว้นการนำกฎหมายผังเมืองมาบังคับใช้ในพื้นที่ EEC
ด้านคำสั่งที่นำไปสู่การจัดตั้ง SEZ ได้แก่ (1) คำสั่ง คสช.ที่ 72/2557 แต่งตั้งคณะกรรมการนโยบายเขตเศรษฐกิจพิเศษ (2) คำสั่งหัวหน้า คสช.ที่ 17/2558 เปลี่ยนสถานะสภาพที่ดินประเภทต่าง ๆ ให้เป็นกรรมสิทธิ์ของกระทรวงการคลังเพื่อนำไปพัฒนา SEZ (3) คำสั่งหัวหน้า คสช.ที่ 3/2559 ยกเว้นการบังคับใช้กระบวนการผังเมืองตามที่กำหนดไว้ในกฎหมายปกติในพื้นที่ SEZ (4) คำสั่งหัวหน้า คสช.ที่ 4/2559 ยกเว้นผังเมืองรวมให้สามารถประกอบกิจการพลังงานและกิจการโรงงานบางประเภท และ (5) คำสั่งหัวหน้า คสช.ที่ 9/2559 เปิดช่องให้ดำเนินการประมูลโครงการขนาดใหญ่บางประเภท ก่อนการรับผลการพิจารณารายงานการวิเคราะห์ผลกระทบทางสิ่งแวดล้อม (EIA)
ในบรรดาคำสั่งทั้งหลายที่เอื้อประโยชน์ให้มีการดำเนินการโครงการ EEC และ SEZ มีคำสั่งหนึ่งที่ร้ายกาจกว่าใครเพื่อน และเราอยากให้ทุกคนจำคำสั่งนี้ไว้ให้ดี เพราะคำสั่งนี้สร้างผลกระทบในหลายพื้นที่ ครอบคลุมทุกจังหวัดในประเทศไทย คำสั่งนี้ก็คือ ‘คำสั่งหัวหน้า คสช.ที่ 4/2559’ ที่ยกเว้นผังเมืองรวมให้สามารถประกอบกิจการพลังงานและกิจการโรงงานบางประเภทในที่ดินประเภทอื่นนอกจากที่ดินประเภทอุตสาหกรรมได้ เช่น ที่ดินประเภทเกษตรกรรม และชุมชน
คำสั่งนี้อนุญาตให้ประกอบกิจการพลังงานและโรงงานบางประเภท คือ 1. กิจการคลังน้ำมัน โรงงานไฟฟ้า และกิจการอื่นที่เป็นส่วนหนึ่งของกิจการข้างต้น โดยต้องเป็นไปตามที่กำหนดไว้ใน
แผนพัฒนาและบริหารด้านพลังงานที่บังคับใช้ในขณะนั้น 2. กิจการโรงงานผลิตก๊าซซึ่งมิใช่ก๊าซธรรมชาติ โรงงานปรับปรุงคุณภาพของเสีย โรงงานคัดแยก ฝังกลบและรีไซเคิลขยะ และกิจการเกี่ยวกับการกำจัดมูลฝอย
เมื่อโรงงานที่เข้าไปตั้งในที่ดินประเภทอื่น ซึ่งมีการจัดทำผังเมืองรวมอย่างเป็นขั้นตอนตามระเบียบมาก่อนหน้านั้น ก็เท่ากับว่าเป็นการละเมิดสิทธิการมีส่วนร่วมของประชาชน มองข้ามศักยภาพของที่ดิน ทำให้ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม สุขภาพและวิถีชีวิตของคนในชุมชนอย่างเลี่ยงไม่ได้
แม้จะมี พ.ร.บ. ให้ยกเลิกคำสั่ง คสช. และสภาผู้แทนราษฎรได้มีมติให้การยกเลิกคำสั่งไปแล้วเมื่อปี พ.ศ. 2568 แต่ยังคงมีเอกสารขออนุญาตที่ค้างท่ออยู่เป็นจำนวนมาก หมายความว่าต่อให้มีการยกเลิกคำสั่งไปแล้ว แต่หลังจากนี้ก็อาจมีโรงงานที่มาจากข้อยกเว้นด้านผังเมืองตามคำสั่งหัวหน้า คสช. ที่ 4/2559 ผุดขึ้นมาอีกอยู่ดี
มากไปกว่านั้น คำสั่ง คสช. เหล่านี้ไม่เพียงเป็นจุดเริ่มต้นของพระราชบัญญัติเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก พ.ศ. 2561 (พ.ร.บ. EEC) เพราะต่อมา วันที่ 20 กันยายน 2565 คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบในหลักการให้ปรับปรุง พ.ร.บ. EEC เพื่อให้ครอบคลุมพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษอื่น ๆ ปูทางสู่การผลักดันระเบียงเศรษฐกิจพิเศษทั้ง 4 ภาค รวมถึงระเบียงเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคใต้ (SEC) ที่ประชาชนรวมตัวกันคัดค้านเมื่อช่วงปลายเดือนมิถุนายนที่ผ่านมานี้ ชี้ให้เห็นแผนการพัฒนาโครงการขนาดใหญ่ที่ได้ใบเบิกทางต่อกันเป็นทอด ๆ ตั้งต้นจากการประกาศใช้รัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราวของ คสช.

แค่ 9 ปี คำสั่ง คสช. 4/2559 ออกใบอนุญาตโรงงานขยะในปราจีนฯ เกินร้อย
คำสั่งหัวหน้า คสช. ที่ 4/2559 อาจดูเหมือนเป็นแค่การยกเว้นข้อกำหนดด้านการใช้ที่ดินผังเมืองรวม แต่คำสั่งนี้นำไปสู่ผลกระทบที่ร้ายแรงต่อชีวิตของผู้คนในพื้นที่ เพราะเป็นการไฟเขียวให้กลุ่มทุนทั้งจากไทยและต่างประเทศเข้าไปตั้งโรงงานขยะในพื้นที่เกษตรกรรมและพื้นที่ชุมชนได้ ทั้งที่เดิมทีอุตสาหกรรมที่เป็นมลพิษต่อสุขภาพและสิ่งแวดล้อมเช่นนี้ไม่ควรตั้งอยู่ในเขตชุมชน
ไทม์ไลน์นี้สะท้อนให้เห็นว่า ภายในระยะเวลาเพียง 9 ปี หลังการประกาศใช้คำสั่งหัวหน้า คสช. ที่ 4/2559 จังหวัดปราจีนบุรีมี ‘โรงงานขยะ’ ที่ได้รับใบอนุญาตประกอบกิจการเพิ่มขึ้นถึง 105 แห่ง นำไปสู่การขยายตัวของภาคอุตสาหกรรมอย่างรวดเร็ว โดยโรงงานขยะในที่นี้ ได้แก่ โรงงานลำดับที่ 101 โรงงานปรับปรุงคุณภาพของเสียรวม กิจการโรงงานลำดับที่ 105 โรงงานคัดแยกและฝังกลบสิ่งปฏิกูล วัสดุที่ไม่ใช้แล้ว กิจการโรงงานลำดับที่ 106 โรงงานประกอบกิจการเกี่ยวกับการนำผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมที่ไม่ใช้แล้ว หรือของเสียจากโรงงานมาผลิตเป็นวัตถุดิบหรือผลิตภัณฑ์ใหม่ โดยผ่านกรรมวิธีการผลิตทางอุตสาหกรรม (โรงงานรีไซเคิลกากอุตสาหกรรม)
การเกิดขึ้นของโรงงานเหล่านี้ตามมาด้วยผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมในหลายมิติ ทั้งมลพิษทางอากาศในรูปของควันพิษและฝุ่นละออง การปนเปื้อนในแหล่งน้ำ ดิน และห่วงโซ่อาหาร มากไปกว่านั้นคือผลกระทบต่อสุขภาพของประชาชนที่อาศัยอยู่ในพื้นที่โดยรอบ
หนึ่งในเหตุการณ์อันฉาวโฉ่เกิดขึ้นเมื่อเดือนมีนาคม พ.ศ. 2567 กลุ่มควันสีส้มเข้ม ส่งกลิ่นเหม็นรุนแรง มีต้นกำเนิดมาจากโรงงานแห่งหนึ่งลอยฟุ้งในอากาศ พบว่าสาเหตุเกิดจากการใช้กรดไนตริกคัดแยกตะกอนโลหะอย่างไม่ถูกวิธี อีกทั้งภายในโรงงานเดียวกันนี้ ยังพบการนำเข้าขยะอิเล็กทรอนิกส์จากต่างประเทศกว่า 3,000 ตัน ซึ่งจัดเป็นวัตถุอันตรายที่ห้ามนำเข้าตามกฎหมาย
แม้ภายหลังโรงงานดังกล่าวจะถูกเพิกถอนใบอนุญาตและอายัดของกลางแล้ว แต่ประชาชนในพื้นที่ยังพบสัญญาณการเคลื่อนไหวและการเดินเครื่องจักรภายในพื้นที่โรงงาน สะท้อนให้เห็นถึงช่องโหว่และความหละหลวมในการกำกับดูแลของภาครัฐ
นอกจากปัญหามลพิษ การขยายตัวของภาคอุตสาหกรรมยังส่งผลต่อการจัดสรรทรัพยากรน้ำ โดยเฉพาะในช่วงฤดูแล้ง ที่โดยปกติภาคเกษตรกรรมและประชาชนในจังหวัดปราจีนบุรีก็ประสบปัญหาขาดแคลนน้ำอยู่แล้ว การดึงน้ำไปใช้เพื่อหล่อเลี้ยงภาคอุตสาหกรรมจึงเป็นการซ้ำเติมปัญหาเดิมที่ประชาชนประสบอยู่
บทเรียนจากจังหวัดในพื้นที่ EEC สะท้อนให้เห็นว่า การขยายตัวของภาคอุตสาหกรรมส่งผลให้ความต้องการใช้น้ำเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยในปี 2561 สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติประเมินว่า 3 จังหวัด EEC ต้องการใช้น้ำเพื่อกิจกรรมทางเศรษฐกิจสูงถึง 1,984 ล้านลูกบาศก์เมตร ขณะที่ศักยภาพในการจัดหาน้ำมีเพียง 1,682 ล้านลูกบาศก์เมตร และคาดว่าความต้องการใช้น้ำจะเพิ่มขึ้นเป็น 2,242 ล้านลูกบาศก์เมตรภายในปี 2570
แม้จังหวัดปราจีนบุรีจะยังไม่เป็นพื้นที่ EEC แต่ก็เริ่มประสบปัญหาการแย่งชิงทรัพยากรน้ำในลักษณะเดียวกันแล้ว ดังนั้น การบริหารจัดการน้ำอย่างเหมาะสมและยั่งยืน โดยจัดลำดับความสำคัญให้การอุปโภค-บริโภคของประชาชนและภาคเกษตรกรรมมาก่อนภาคอุตสาหกรรม จึงเป็นสิ่งที่รัฐควรให้ความใส่ใจก่อนจะเดินหน้าดึงโรงงานอุตสาหกรรมเข้ามาเพิ่ม
สถานการณ์การจัดสรรทรัพยากรน้ำอย่างไม่เป็นธรรมเช่นนี้เข้าข่ายการละเมิดสิทธิมนุษยชน เพราะประเทศไทยเป็นภาคีในสนธิสัญญาระหว่างประเทศ จึงจำเป็นต้องคุ้มครองสิทธิขั้นพื้นฐานของประชาชน โดยคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติด้านเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรม (The Committee on Economic, Social and Cultural Rights: CESCR) รับรองว่า สิทธิในน้ำเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิต และเป็นองค์ประกอบสำคัญของสิทธิในการมีมาตรฐานการครองชีพที่เพียงพอ และเกี่ยวข้องกับสิทธิในการมีสุขภาพในมาตรฐานที่สูงสุดเท่าที่เป็นไปได้ สิทธิในที่อยู่อาศัย และสิทธิในอาหารที่เพียงพอ
ภายใต้หลักการนี้ รัฐมีหน้าที่ดูแลให้ประชาชนสามารถเข้าถึงน้ำเพื่อการอุปโภค-บริโภคได้อย่างเพียงพอ ปลอดภัย ได้มาตรฐาน และมีราคาที่สามารถเข้าถึงได้ นอกจากนี้ CESCR ยังเน้นย้ำว่ารัฐต้องคุ้มครองการเข้าถึงแหล่งน้ำอย่างยั่งยืนเพื่อการดำรงชีพและเกษตรกรรม รวมถึงต้องประกันให้เกษตรกรกลุ่มเปราะบางสามารถเข้าถึงแหล่งน้ำและระบบชลประทานได้อย่างเท่าเทียม

คำสั่ง คสช. 4/2559 ยกเว้นผังเมืองรวม ตั้งโรงงานขยะในที่ดินเกษตรกรรม
ภายในระยะเวลาไม่ถึง 10 ปี เมื่อ ‘โรงงานขยะ’ จำนวนมากเข้าไปตั้งอยู่ในที่ดินเกษตรกรรมและบริเวณใกล้ชุมชน จังหวัดปราจีนบุรีมีโรงงานขยะลำดับที่ 101 105 และ 106 ที่ออกใบอนุญาตประกอบกิจการโรงงานโดยคำสั่งหัวหน้า คสช.นี้มากถึง 105 แห่ง ซึ่งกระจุกตัวอยู่ในอำเภอกบินทร์บุรีถึง 47 แห่ง และในอำเภอศรีมหาโพธิ 44 แห่ง
ถ้าดูตามแผนที่ผังเมืองจะเห็นว่าปราจีนบุรีมีพื้นที่เกษตรกรรม (ผังเมืองสีเขียว) ราวครึ่งหนึ่งของที่ดินทั้งหมด แต่คำสั่ง คสช.นี้ออกใบอนุญาตให้กิจการโรงงานลำดับที่ 101 105 และ 106 สามารถประกอบกิจการในที่ดินประเภทอื่นนอกจากที่ดินประเภทอุตสาหกรรม (ผังเมืองสีม่วง) ซึ่งโรงงานเหล่านี้เข้าไปตั้งในที่ดินเกษตรกรรม ที่ดินอนุรักษ์ชนบทและเกษตรกรรม ที่ดินประเภทที่อยู่อาศัยหนาแน่นมาก และที่ดินประเภทชุมชน โดยโรงงานส่วนใหญ่ตั้งอยู่ใกล้ชุมชน ในระยะเพียง 300 เมตร ถึง 1.5 กิโลเมตร
ภาพที่เกิดขึ้นนี้ ไม่ต่างอะไรจากการที่มีกองขยะตั้งอยู่ในสวนผัก หากลองจินตนาการว่าผักที่เรากิน ปลูกอยู่ข้าง ๆ กองขยะ เมื่อฝนตกลงมาน้ำฝนก็ชะล้างมลพิษจากสิ่งปฏิกูลไหลลงสู่ผืนดินที่ใช้ปลูกผักเหล่านี้ มิหนำซ้ำวันดีคืนดีสารเคมีจากกองขยะเหล่านี้ยังแทรกซึมผ่านน้ำหรืออากาศเข้าไปยังผักที่เรากินอีก เมื่อเป็นเช่นนี้เราจะยังอยากให้มีกองขยะมาตั้งอยู่ในสวนผักของอยู่ไหม
ปราจีนบุรีโดดเด่นในการเกษตร อย่างการปลูกไผ่ตง ซึ่งเป็นพืชขึ้นชื่อที่อยู่ในคำขวัญจังหวัด อีกทั้งยังมีพืชเศรษฐกิจอย่างทุเรียนและส้มโอ รวมถึงโดดเด่นด้านการทำเกษตร-สมุนไพรอินทรีย์ ซึ่งหมายถึงการทำเกษตรโดยไม่ใช้สารเคมี ทั้งปุ๋ย ยาฆ่าแมลง หรือฮอร์โมนสังเคราะห์ แต่ใช้กระบวนการธรรมชาติแทน
คุณค่าของการทำเกษตรในรูปแบบนี้ขัดกับการประกอบกิจการโรงงานอุตสาหกรรมโดยสิ้นเชิง เพราะเมื่อมีโรงงานอุตสาหกรรมกว่า 100 แห่งผุดขึ้นมาในระยะเวลาเพียง 9 ปี สิ่งที่เกิดขึ้นคือโรงงานเหล่านี้เข้ามาตั้งในผังเมืองประเภทเกษตรกรรมที่ถูกประเมินมาแล้วว่าเหมาะสมในการเพาะปลูก การออกคำสั่งที่ละเลยกระบวนการมีส่วนร่วมนี้ทำให้มลพิษจากอุตสาหกรรมส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม และเกษตรกรรมอันเป็นวิถีชีวิตของประชาชน มากไปกว่านั้นคือมลพิษในน้ำ ดิน อากาศก็ส่งผลต่อสุขภาพของประชาชนที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ และผู้บริโภคผลผลิตทางการเกษตรเหล่านั้นด้วยเช่นกัน
ตัวอย่างกรณีในปี พ.ศ. 2566 อำเภอกบินทร์บุรีเผชิญเหตุการณ์แท่งบรรจุสารกัมมันตรังสี ซีเซียม-137 หายไปจากโรงไฟฟ้าและถูกนำไปหลอมในโรงงานหลอมเหล็ก แม้ภาครัฐยืนยันว่าไม่มีการแพร่กระจายในอากาศ แต่เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นได้ทำลายความเชื่อมั่นต่อสินค้าเกษตรของปราจีนบุรี เพราะคู่ค้าปฏิเสธการรับซื้อผลผลิตทางการเกษตรจากเกษตรกรในพื้นที่ เกษตรกรจึงต้องส่งผลผลิตไปตรวจหาสารตกค้างกว่า 30 ชนิด ส่งผลกระทบให้ต้นทุนทางเกษตรกรรมเพิ่มสูงขึ้น อีกทั้งยังมีกรณีที่โรงงานปล่อยน้ำเสียปนเปื้อนโลหะหนักเข้าสู่พื้นที่เกษตรกรรมอีกด้วย
ตัวอย่างเหล่านี้ทำให้เห็นว่า เรื่องของการพัฒนาอุตสาหกรรมและการใช้พื้นที่เกษตรกรรมนั้นแยกกันไม่ขาด ในอดีต ได้มีการแบ่งผังเมืองที่ดินด้วยเหตุผลด้านการใช้ประโยชน์ที่เหมาะสมกับศักยภาพทรัพยากรและวิถีชีวิตของคนในพื้นที่ การออกกฎหมายเบิกทางให้โรงงานเช่นนี้จึงทำให้อุตสาหกรรมส่งผลกระทบต่อเกษตรกรรมอย่างเลี่ยงไม่ได้

นอกจากโรงงานผุด ยังมีจุดลักลอบทิ้งกากอุตสาหกรรม
การจัดทำผังเมืองรวม และแบ่งประเภทการใช้ประโยชน์ที่ดิน มีไว้เพื่อจัดสรรที่ดินให้เหมาะสมกับศักยภาพของแต่ละพื้นที่ และสอดคล้องกับระบบคมนาคมและสาธารณูปโภค โดยในแต่ละพื้นที่ก็มีข้อกำหนดเพื่อให้ใช้ที่ดินได้มีประสิทธิภาพรวมถึงปลอดภัยที่สุด เช่น ป้องกันไม่ให้โรงงานตั้งอยู่ใกล้แหล่งเพาะปลูก ดังนั้น การที่โรงงานขยะจำนวนมากเข้ามาปะปนในที่ดินเกษตรกรรม (ผังเมืองสีเขียว) ซึ่งเป็นแหล่งที่มาของอาหาร จำเป็นต้องใช้ทรัพยากรน้ำ ดินและอากาศที่สะอาด จึงไม่เหมาะสมกับประเภทที่ดินและส่งผลต่อความปลอดภัยอย่างยิ่ง
นอกจากกรณีที่โรงงานอุตสาหกรรมจำนวนมากเข้าไปปะปนในที่ดินเกษตรกรรม ไม่เหมาะสมกับประเภทที่ดินตามผังเมืองรวม ยิ่งกว่านั้น ยังมีกรณีที่โรงงานลักลอบดำเนินกิจการและทิ้งกากขยะอุตสาหกรรมแบบผิดกฎหมาย ซึ่งพื้นที่ส่วนมากคือที่ดินเกษตรกรรม โดยเฉพาะในอำเภอกบินทร์บุรีและอำเภอศรีมหาโพธิ
คณะผู้จัดทำรายงานศึกษา ‘ปราจีนบุรี เมืองหลังบ้าน EEC’ ได้ทำการสำรวจจุดลักลอบทิ้ง/ฝังกลบ กองเก็บ และแปรรูปกากอุตสากรรมในอำเภอกบินทร์บุรีและอำเภอศรีมหาโพธิ พบว่าในอำเภอกบินทร์บุรี พบจุดทิ้งกากอุตสาหกรรมในที่ดินเกษตรกรรม 8 จุด, มีโรงแปรรูปกากอุตสาหกรรมในที่ดินเกษตรกรรม 5 จุด และที่ดินอุตสาหกรรม 2 จุด, มีลักษณะผสมกันในที่ดินเกษตรกรรม 1 จุด และพื้นที่กองเก็บในที่ดินเกษตรกรรม 1 จุด
ส่วนอำเภอศรีมหาโพธิก็มีการลักลอบทิ้งกากอุตสาหกรรมในที่ดินเกษตรกรรมมากกว่าที่ดินประเภทอื่นเช่นเดียวกัน คือพบจุดทิ้งกากอุตสาหกรรมในที่ดินเกษตรกรรม 16 จุด, มีโรงแปรรูปกากอุตสาหกรรมในที่ดินเกษตรกรรม 9 จุด ในที่ดินอุตสาหกรรม 4 จุด และในที่ดินอนุรักษ์วัฒนธรรมไทย 1 จุด, มีลักษณะผสมกันในที่ดินเกษตรกรรม 5 จุด และที่ดินคาบเกี่ยวเกษตรกรรม-อุตสาหกรรม 1 จุด, มีพื้นที่กองเก็บ-แปรรูปในที่ดินอุตสาหกรรม 3 จุด และพื้นที่กองเก็บในที่ดินเกษตรกรรม 1 จุด
มีหลายกลวิธีที่อาชญากรสิ่งแวดล้อมใช้ หนึ่งในนั้นคือ ผู้ลักลอบใช้รถบรรทุกพ่วงเทกากของเสีย ของเหลวหรือกากตะกอนลงในแหล่งน้ำโดยตรง ขุดบ่อดินในพื้นที่สาธารณะเพื่อทิ้งและฝังกลบกากขยะ สร้างผลกระทบในการทำลายระบบนิเวศอย่างรุนแรง ไม่สามารถนำน้ำมาใช้ในการเกษตร หรืออุปโภค-บริโภคได้ มีการปนเปื้อนโลหะหนักและสารอินทรีย์ระเหยง่าย (VOCs) ในแม่น้ำปราจีนบุรีและแหล่งน้ำอื่น ๆ เช่น คลองพระปรง คลองโสม
สารเคมีเหล่านี้เป็นอันตรายต่อสัตว์น้ำ ส่งผลให้สัตว์น้ำตายและระบบนิเวศเสื่อมโทรม ดินในพื้นที่เกษตรกรรมมีความเป็นกรด-ด่างผิดปกติ และมีสารพิษตกค้าง ทำให้พืชยืนต้นตายและไม่สามารถเพาะปลูกพืชใหม่ได้
ลำพังแค่ผลกระทบที่มาจากการเกิดขึ้นของโรงงานที่ได้รับใบอนุญาตถูกต้องตามกฎหมาย จากคำสั่งหัวหน้า คสช.ที่ 4/2559 ก็สร้างผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและประชาชนในพื้นที่มากอยู่แล้ว ยังมิวายมีการลักลอบทิ้งกากอุตสาหกรรมแบบผิดกฎหมาย เป็นอาชญากรรมสิ่งแวดล้อมอีก กลายเป็นปัญหาซ้ำซ้อนที่ชาวปราจีนบุรีต้องพบเจอ สะท้อนความหละหลวมของการกำกับดูแลของภาครัฐ

กากขยะหลายชนิด มลพิษในชีวิตคนปราจีนฯ
กากขยะที่มาพร้อมกับการเกิดขึ้นของโรงงานอุตสาหกรรมไม่ใช่ขยะธรรมดาแต่เป็นขยะอันตรายที่มีการปนเปื้อนของสารเคมี คณะผู้จัดทำรายงานศึกษา ‘ปราจีนบุรี เมืองหลังบ้าน EEC’ จัดทำข้อมูลชนิดกากขยะอุตสาหกรรม จากการให้ข้อมูลในแบบสอบถามประชาชนในพื้นที่ พบว่าเป็นยิปซัม 45%, ขี้เถ้า/ฝุ่นดำ 20%, ขยะอิเล็กทรอนิกส์ 15%, กากตะกอน/น้ำเสีย 12%, ขยะพลาสติกและอื่น ๆ 8%
จากแบบสอบถาม ประชาชนระบุว่ามีการลักลอบทิ้งกากขยะในบริเวณพื้นที่สาธารณะในหมู่บ้านโคกแจง อำเภอกบินทร์บุรี โดยประชาชนส่วนมากให้ข้อมูลว่าผลกระทบทางสุขภาพที่เกิดขึ้นคือ มีอาการคันตามผิวหนัง และผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมคือปลาในแหล่งน้ำตาย พืชผลตาย
นอกจากนี้ ผู้ตอบแบบสอบถามระบุว่า ในพื้นที่ตำบลท่าตูมและตำบลหัวหว้า อำเภอศรีมหาโพธิ น้ำในแหล่งน้ำที่อยู่ใกล้นิคมอุตสาหกรรมอย่างคลองรั้ง-บุยายใบ, คลองโสม และคลองลำน้ำสาธารณะ มีลักษณะเป็นสีดำ ชี้ให้เห็นว่ามีการระบายน้ำจากนิคมลงสู่แหล่งน้ำธรรมชาติโดยตรง ซึ่งเป็นปัญหาที่เกิดขึ้นโดยตลอด สะท้อนการขาดการตรวจสอบดูแลอย่างรัดกุม
สิ่งที่เกิดขึ้นไม่ใช่สถานการณ์ปกติเพราะการมีสิ่งแวดล้อมที่ปลอดภัย สะอาด ดีต่อสุขภาพและยั่งยืนเกี่ยวข้องกับประเด็นสิทธิมนุษยชนโดยตรง จึงเป็นหน้าที่พื้นฐานของรัฐที่ต้องดูแลให้ประชาชนได้รับสิ่งแวดล้อมที่ปลอดภัย รวมถึงดูแลการเข้าถึงการเยียวยาที่มีประสิทธิภาพ ในกรณีที่มีการละเมิดสิทธิมนุษยชนและการละเมิดกฎหมายภายในประเทศที่เกี่ยวกับสิ่งแวดล้อม ทั้งนี้ ข้อมูลจากรายงานนี้สะท้อนเสียงของประชาชนในพื้นที่ว่า นอกจากการเยียวยาแล้ว ประชาชนต้องการให้ดำเนินการฟื้นฟูพื้นที่สาธารณะ และหยุดการครอบครองที่ดินโดยกลุ่มทุนผู้มีอิทธิพล
แม้วันนี้รัฐบาลจะให้คำตกลงในการทบทวนการขยายพื้นที่โครงการ EEC ไปยังจังหวัดปราจีนบุรี แต่สิ่งที่สำคัญกว่านั้นคือรัฐบาลต้องไม่เพิกเฉยต่อผลกระทบทางสิ่งแวดล้อม สุขภาพและสังคม ที่ได้เกิดขึ้นไปแล้ว ต้องดำเนินการจัดการมาตรการเยียวยาผลกระทบอย่างเหมาะสมตามหลักสิทธิมนุษยชน

อ้างอิง
- รายงาน ‘ปราจีนบุรี เมืองหลังบ้าน EEC’ โดย EEC Watch และ Land Watch Thai
- รายงาน ‘ข้อห่วงกังวลทางด้านสิทธิมนุษยชนจากเขตเศรษฐกิจพิเศษ (SEZ) และเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ของประเทศไทย’ โดย องค์การคณะกรรมการนักนิติศาสตร์สากล
- รายงาน ‘เขตเศรษฐกิจพิเศษประเทศไทย พ.ศ. 2566’ โดย สำนักงานสถิติแห่งชาติ
- https://theactive.thaipbs.or.th/read/eec-prachinburi
- https://decode.thaipbs.or.th/20260204_eec_greenwashing/
- https://enlawfoundation.org/ncpo4-2559-summary/
- https://epigramnews.co/politics/summary-criticized-eec-prachinburi-talk/
เรื่องอื่นๆ ที่อยากชวนให้อ่าน
- ทะลุมิติใน 15 นาที แสงไฟภูเก็ต ส่องไม่ถึง ‘เกาะโหลน’
- โสด ไม่มีเวลา แต่สังคมบอกให้มีคู่ รัฐจีนออกแบบความรัก ให้บริษัทหาคู่คือหนึ่งในฟันเฟืองของระบบ
- ‘ปราจีนบุรี เมืองหลังบ้าน EEC’ ยังไม่ทันเข้า EEC ก็เผชิญปัญหากากอุตสาหกรรมแล้ว
- บอลโลกในเดือนเดือด ชั่วโมงระอุ ทัวร์นาเมนต์สำหรับนักบอลสายแบกที่แบกความล้ามาตลอดซีซั่น
- ‘ถ่านหินลิกไนต์’ ไฟฟ้าราคาถูกบนชีวิตคนแม่เมาะ กับโจทย์เปลี่ยนผ่านพลังงานที่ยังไม่ชัดเจน