จ.ภูเก็ต เมืองที่เจริญเติบโตอย่างรวดเร็ว นักท่องเที่ยวหลั่งไหลเข้ามา เสมือนมิเคยหลับใหล

ในผืนทะเลเดียวกัน มองเห็นด้วยสายตาจากชายฝั่งเป็นที่ตั้งของ ‘เกาะโหลน’ ห่างไปจากฝั่งแค่ระยะทาง 3 กิโลเมตร เดินทางด้วยเรือหางยาวเพียง 15 นาที และใช้ระยะเวลา 4 ชั่วอายุคน คือความเหลื่อมล้ำที่แยกเกาะทั้งสองแห่ง ราวกับคนละโลก

ที่นี่ไม่มีไฟฟ้า ไม่มีน้ำประปา และแทบไม่มีคนอยู่อาศัย

ขอให้เจอคนครบ 10 คน

เกาะโหลนตั้งอยู่หมู่ที่ 3 ต.ราไวย์ อ.เมือง จ.ภูเก็ต หากเดินทางด้วยเรือหางยาวหรือเรือหัวโทง จากท่าเรือฉลองจะใช้เวลาประมาณ 15 นาที แต่เดิมมีเรือโดยสารสัญจร แต่ระยะหลังมีคนเดินทางน้อยลง จึงเหลือเพียงเรือเหมาลำเท่านั้น ตรงท่าเรือเกาะโหลนมีป้าย “ยินดีต้อนรับ” ตัวหนังสือหลุดหายบ่งบอกสภาพที่ไม่ได้รับการบูรณะ ท่าเรือ ห้องน้ำสาธารณะ และทางเดินในเกาะ อาจไม่ค่อยพร้อมต้อนรับนักท่องเที่ยว แต่หาดทรายขาวสะอาด น้ำทะเลใส ผืนป่าที่สมบูรณ์ และรอยยิ้มบนใบหน้าผู้คนที่นั่น ก็ทำหน้าที่อ้าแขนต้อนรับอย่างเต็มกำลัง

ดลกาหรีม สองเมือง หรือ บังหรีม หัวหน้ากลุ่มท่องเที่ยวชุนชนเกาะโหลน บอกว่า “วันนี้ถ้าเราเจอชาวบ้านสัก 10 คนถือว่าภารกิจสำเร็จ ดูก่อนนะไม่รู้จะถึงไหม เกาะอินโทรเวิร์ตเดินวัน ๆ ไม่ค่อยพบใคร”

เกาะโหลนมีเนื้อที่กว่า 3,000 ไร่ ทางทิศใต้เป็นหน้าผาชัน ชาวบ้านจึงมาตั้งรกรากอาศัยกันบริเวณหน้าเกาะทางทิศเหนือ ข้อมูลจากที่ทำการหมู่บ้านแจ้งว่า ประชากรในทะเบียนเกาะโหลนมี 200 กว่าคน แย้งกับข้อมูลจากปากชาวบ้าน ที่ระบุว่า ตอนนี้มีคนอาศัยจริงเพียง 30-40 คนเท่านั้น

 

ทางเดินในเกาะโหลนเป็นทางปูนสลับเส้นทางธรรมชาติ เมื่อเข้าสู่ฤดูฝน เส้นทางธรรมชาติและพื้นที่บางส่วนจะมีน้ำท่วมขัง การเดินทางภายในเกาะ ส่วนมากชาวบ้านเดินเท้าหรือใช้มอเตอร์ไซค์ บ้านเรือนเกือบทั้งหมดสร้างอย่างเรียบง่าย มีทั้งบ้านไม้และบ้านปูน แต่ละหลังตั้งอยู่ห่างกันพอสมควร และมีจำนวนน้อยมาก หากใช้คำว่า ‘หมู่บ้าน’ ในบรรทัดฐานที่เคยรับรู้มา

ถึงบ้านจะห่างไกลกันแต่ไม่ได้ห่างเกินระยะความใกล้ชิดสนิทสนม บังหรีมเล่าว่า ในเกาะโหลนเดิมทีมีบรรพบุรุษมาอาศัยไม่กี่ครอบครัว และเกี่ยวดองผ่านเครือญาติอย่างใกล้ชิดจนถึงปัจจุบันเป็นรุ่นที่ 4 ชาวบ้านในเกาะจึงมีนามสกุลซ้ำกันไม่กี่นามสกุล แต่ภายหลังเมื่อไม่มีไฟฟ้า ระบบสาธารณูปโภค และความสะดวกสบาย ชาวบ้านก็ทยอยย้ายขึ้นไปอยู่บนเกาะภูเก็ต จึงแตกนามสกุลแยกออกไป

“ที่นี่รู้จักกันหมดทั้งเกาะ เหมือนกล้วยเครือเดียวกันแต่คนละหวี” บังหรีมเล่าอย่างอารมณ์ดี

ไฟฟ้าที่คว้าเท่าไรก็หลุดลอย

จ.ภูเก็ต มีเกาะเล็กเกาะน้อยมากมาย เฉพาะใน ต.ราไวย์ ก็มีด้วยหลายเกาะ ทั้งเกาะโหลน เกาะเฮ เกาะราชาน้อย เกาะราชาใหญ่ เกาะบอน ฯลฯ ในบรรดาเกาะเหล่านี้ มีเพียงเกาะโหลนเกาะเดียวนั้นที่มีชาวบ้านอาศัยอยู่แต่ดั้งเดิม แต่ยังไม่มีโอกาสได้ใช้ไฟฟ้า หลังจากเรียกร้องมาหลายสิบปีจนถึงปัจจุบัน

เกาะโหลนยังคงใช้เพียงพลังงานโซลาร์เซลล์และเครื่องปั่นไฟ ทางเทศบาลตำบลราไวย์ติดตั้งไฟทางเท้าจำนวน 99 ดวงรอบเกาะ พร้อมแผงโซลาร์เซลล์ให้บ้านชาวบ้านที่ถือโฉนดที่ดิน รวมถึงส่วนกลางชุมชน ทั้งมัสยิดดารุลอิสลาม โรงเรียนบ้านเกาะโหลน และโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล (รพ.สต.) บ้านเกาะโหลน แต่นั่นก็ยังไม่เพียงพอ

มานิตย์ โยธารักษ์ อดีตผู้ใหญ่บ้านเกาะโหลน ให้ข้อมูลว่า เคยมีเจ้าหน้าที่การไฟฟ้ามาสำรวจผลกระทบทางทะเล หากจะลากสายเคเบิลส่งไฟฟ้าใต้น้ำมายังเกาะโหลน โดยพิจารณา 2 เส้นทาง คือมาจากราไวย์หรือเขาขาด

“เส้นทางที่สั้นและลงตัวที่สุด คือมาจากเขาขาด ทุกอย่างผ่านหมดแล้ว แต่ไม่รู้ทำไมเรื่องถึงเงียบไป พยายามผลักดันเรื่องนี้มา 20 กว่าปีแล้ว ก็ยังไม่มีอะไรเกิดขึ้น”

ถึงจะเป็นอดีตผู้ใหญ่บ้านเกาะโหลน แต่ชีวิตของมานิตย์ก็เหมือนชาวบ้านอีกหลายคนที่ต้องย้ายขึ้นไปอยู่บนฝั่ง เพราะต้องพาหลานไปเรียนหนังสือ “ผมไม่อยากไปหรอก อยู่นี่สบายจะตาย” 

เราเดินจากบ้านชาวบ้านไปที่หาดเพราะสะดุดตากับอาคารสีสันสดใส ที่นั่นเป็น รพ.สต.เกาะโหลน หนึ่งในสองของหน่วยงานราชการบนเกาะ ร่วมกับโรงเรียนเกาะโหลน  บังหรีมเล่าว่า รพ.สต. และโรงเรียนเคยใช้ไฟจากโซลาร์เซลล์ แต่ช่วงหลังมีปัญหา ต้องไปพ่วงไฟจากมัสยิดซึ่งเป็นแหล่งพลังงานใหญ่สุดท้ายที่เหลืออยู่ในเกาะโหลน 

กานดา เป็นสุข แม่บ้านที่ รพ.สต.เกาะโหลน เสริมว่า เราอยู่เกาะ เบื้องบนไม่ค่อยเห็นเท่าไร เขาอาจจะเห็นว่าเราคนน้อย คนน้อยแต่เราก็คน มีสิทธิเท่าเทียมคนเยอะนั่นแหละ ทำไมไม่มองเราบ้าง เกาะมันร้างเพราะเขาไม่มองเห็นนั่นแหละ ถ้าเกาะไม่ร้าง อำนวยความสะดวกหน่อย คนก็มา นักท่องเที่ยวก็มา โรงพยาบาลก็จำเป็น พอแก่ตัวลงไม่มีคนดูแลลูกหลานห่วงก็มาเอาไปอยู่บนฝั่ง

“ตอนแรกไฟเข้ามาที่สุเหร่า(มัสยิด)ก่อน เราตื่นเต้นกันมาก ไปชาร์จแบตกัน วัน ๆ ไปรวมตัวที่สุเหร่า สักพักเขาให้โซลาร์เซลล์ที่บ้าน 150 วัตต์ พอจะได้ไฟ 2 หลอด ตอนนั้นยังใช้ไม่เป็น เขาบอกให้ใช้เท่านี้ เราเสียบไม่ถูก ก็ช็อต หนุก(สนุก)กันหรอย สักพักได้โซลาร์เซลล์ 2,000 วัตต์ ใช้ไฟหลายดวง พัดลมได้ทั้งคืน แต่แบตมันเสื่อม ลำบากลำบนผ่านมาทุกแบบกับเรื่องไฟ อยู่ห่างกับฝั่งแค่นี้แรงกว่า(ยิ่งกว่า)คนบนเขาบนดอย” ชาวบ้านที่นั่งใน รพ.สต.เล่าประสบการณ์เรื่องไฟฟ้าให้ฟังอย่างขบขัน

เมื่อเห็นว่าเราเดินจนเหนื่อยแล้ว บังหรีมตักน้ำในบ่อบาดาลให้ล้างหน้าล้างตา ก่อนเล่าว่า เกาะโหลนไม่มีน้ำประปาต้องใช้น้ำบ่อ อาศัยกำลังไฟในการดูดน้ำขึ้นมา สมัยที่ยังไม่มีโซลาร์เซลล์ บ้านที่มีกำลังจ่ายเพียงพอจะติดตั้งเครื่องปั่นไฟ ซึ่งจะมีค่าใช้จ่ายเป็นค่าน้ำมันที่ต้องเติมเครื่องปั่นไฟ 

เดินคุยไปไม่นานก็ถึงบ้านของป๊ะ(พ่อ)กับม๊ะ(แม่)ของบังหรีมพอดี

“ตอนนั้นมีข่าวว่าไฟจะมา นั่งนึกในใจทีนี้แหละฉันจะซื้อทีวี เครื่องซักผ้า ซื้ออะไรดี นอนคิดกันว่าอาจต้องเดินสายไฟใหม่หมด แล้วต้องมีเซฟทีคัท เดี๋ยวไฟไหม้หมด แต่ก็.. จบ ดีนะยังไม่ซื้อ” ทั้งสองช่วยกันย้อนอดีต

สิ่งธรรมดาพื้นฐานของคนภูเก็ต กลับกลายเป็นความฝันยิ่งใหญ่ของคนบนเกาะขนาดเล็กแห่งนี้ แต่ก็เป็นเพียงฝัน เพราะหลังจากนั้นข่าวไฟฟ้าก็เงียบหายไป ไม่ได้กลายเป็นความจริงเลยสักครั้ง

“เกาะโหลนถ้าไฟฟ้าลงน่าจะสบาย” ป๊ะของบังหรีมว่า

“คงเป็นไปไม่ได้..” ม๊ะตอบกลับแบบใส่ทำนอง ก่อนพูดเสริม 

“ม๊ะท้อแล้วลูก ชีวิตนี้คงไม่เห็นไฟแล้วแหละ เห็นไฟโซลาร์เซลล์คงเป็นบุญวาสนาแล้ว”

โวยวายที่เกาะร้าง

หากดูในแผนที่ เกาะโหลนจะตั้งอยู่ทางใต้ของ จ.ภูเก็ต โดยมีผืนดินของเกาะภูเก็ตและแหล่งท่องเที่ยวสำคัญโอบรอบ จากราไวย์ แหลมกา ใสยวน บางคณฑี อ่าวฉลอง ป่าหล่าย บ่อแร่ เขาขาด อ่าวยนต์ มาจนถึงแหลมพันวา แม้มรสุมเข้ามาทักทายก็ยังสามารถเดินทางได้ทั้งปี 

ถึงเกาะจะเงียบเหงาและเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่อยู่นอกสายตา แต่เกาะโหลนก็มีดีไม่ต่างจากเกาะอื่นที่รอคอยให้ถูกค้นพบ 

เกาะโหลนมีผืนป่าลักษณะเป็นป่าดิบ ทำให้อากาศไม่ร้อนอบอ้าว ยิ่งหน้าฝนยิ่งอากาศเย็นสบาย เส้นทางเดินในเกาะจึงเหมือนเส้นทางศึกษาธรรมชาติที่อุดมสมบูรณ์ จนอาจลืมไปว่าเรากำลังเดินอยู่ใน จ.ภูเก็ต 

ถ้าโชคดีจะเจอนกเหงือกอยู่ข้างทาง และอาจได้เดินสวนทางกับปูเสฉวน 

ด้วยที่ตั้งที่อุดมสมบูรณ์เช่นนี้ ชาวบ้านที่นี่จึงประกอบอาชีพทั้งทำการเกษตร, ขับเรือนำเที่ยว ไปจนถึงประมงพื้นบ้าน ที่ชาวบ้านจะออกเรือวางอวนแล้วเอาไปฝากขายบนฝั่ง โดยของมีชื่อจากเกาะโหลนคือ ‘โวยวาย’ หรือชาวบ้านเรียกว่า ‘นอย่า’ หมึกชนิดหนึ่งที่หาได้จากชายฝั่งไม่กี่แห่งใน จ.ภูเก็ต 

หมึกโวยวายไม่ได้อยู่ในน้ำทะเลลึกเหมือนหมึกชนิดอื่น แต่อาศัยในรูทรายน้ำตื้น สังเกตได้จากรูที่ประดับเปลือกหอยไว้ หมึกชนิดนี้ นอกจากรสชาติดีเพราะเนื้อมีลักษณะเหนียวหนึบสู้ฟัน ยังถูกใช้เป็นเหยื่อในการล่อปลาใหญ่อีกด้วย 

ชาวบ้านมักจับหมึกโวยวายโดยใช้เหยื่อล่อให้มันออกจากรูแล้วใช้เหล็กแหลมทิ่มที่คอ อีกวิธีคือหยอดน้ำส้มสายชูลงไป มันจะแสบจนกระโดดออกมาจากรู

แต่วิธีหลัง แจะหมาด สองเมือง ชาวประมงที่เกาะโหลน บอกกับเราว่า “มันไม่ใช่คนมีฝีมือทำกัน ไม่สนุก แล้วถ้ามันวางไข่มีลูกอยู่ในหลุมมันก็ตายกันหมด” การประมงพื้นบ้านที่พยายามจะใช้เท่าที่ตัวเองต้องใช้ ไม่ทำลายเกินจำเป็น สร้างความยั่งยืน เป็นวิถีที่สืบทอดกันมา

“เราอยากได้ไฟฟ้า เพราะคนที่มี เขาเสียแค่เดือนละ 800 บาท ได้ทำทุกอย่างในบ้านทั้งหลัง แต่ของเรา เสีย 2,000 บาท เป็นแค่ค่าน้ำแข็งแช่ปลากับของสดเท่านั้น ไม่รวมค่าเรือขนส่งนะ” แจะหมาดบอก 

ในขณะที่เราง่วนอยู่กับการจับหมึกโวยวาย เขาชี้ไปยังสถานที่แห่งหนึ่งซึ่งอยู่ไม่ไกล

“อยู่ที่นี่ แหลง(พูด)กันทีเหมือนโวยวายใส่กัน แต่เงียบสงบ อุดมสมบูรณ์ หม้อข้าวใบเดียว เดินลงทะเลมีกิน อยู่บนฝั่งโวยวายแบบวุ่นวาย คนละโวยวายกันไป” แจะหมาดเล่นคำระหว่างชื่อหมึกโวยวายกับการส่งเสียงดังโหวกเหวกโวยวาย

ภาพคนจับหมึกโวยวายชายหาดเกาะโหลน กับฉากหลังเกาะภูเก็ตช่างแตกต่างกัน อย่างที่แจะหมาดว่าไว้

ฝั่งหนึ่งอยู่กับความอุดมสมบูรณ์ เงียบสงบ แต่มีบ้านที่ถูกปล่อยทิ้งไว้จนทรุดโทรม ป้ายประกาศขายที่ดินหลุดล้มไร้คนสนใจ ซากโซลาร์เซลล์และสายไฟที่ใช้การไม่ได้ ตู้โทรศัพท์สาธารณะฝุ่นเขรอะ อีกฝั่งเป็นตัวเมืองพร้อมสิ่งปลูกสร้างสารพัด กลางคืนจะมีแสงไฟสว่างไสวระยิบระยับแข่งกับแสงจันทร์

ความเจริญเหล่านั้น ห่างออกไปจากเกาะโหลนแค่สายตาเห็นเท่านั้น

ฝูงค้างคาวที่บินออกจากเกาะโหลน

“18.30 น. ไปตรงเวลา ออกจากเกาะโหลนไปหากินบนฝั่ง อย่าว่าแต่คนเลย ค้างคาวมันยังไป” เวลาพลบค่ำฝูงค้างคาวบินออกมาจากหลังราวกับนัดหมาย บินเหนือผืนน้ำมุ่งตรงไปยังชายฝั่ง บังหรีมบอกว่า  มันไม่เคยขี้เกียจหรือติดธุระ บินออกไปตรงเวลาทุกวัน

จากสมัยก่อนที่ในเกาะมีบ้านติด ๆ กัน โรงเรียนมีเด็กนักเรียนแต่ละชั้นร่วมร้อยคน สะพานเทียบเรือคึกคักจนมีร้านขายโกปี้ 2-3 ร้าน ตอนนี้กลายเป็นความเงียบเหงาจนน่าใจหาย เงียบชนิดที่นับบ้านที่ยังมีคนอยู่อาศัยได้ 18 หลัง ทั้งเกาะมีเด็กเพียง 3 คน หนึ่งคนอายุสองขวบ อีก 2 คนอยู่ในวัยเรียนชั้นประถมศึกษา ชาวบ้านบอกว่า เด็กน้อยเพราะไม่มีผู้ผลิต ผู้ผลิตย้ายไปอยู่บนฝั่งหมดแล้ว

จริยา คุ้มปาน ที่อยู่อาศัยบนเกาะโหลนมายาวนาน บอกว่า เมื่อก่อนบ้านคึกคัก ตอนนี้มันเงียบเหงาเหลือเกิน แต่ความสะดวกสบายใคร ๆ ก็ชอบ หนังสือก็ต้องเรียน งานก็ต้องทำ จะไปไหนถ้าไม่มีเรือก็ลำบาก 

“ถ้าเลือกได้ เขาก็อยากอยู่ที่นี่ แต่เขาก็อยากมีไฟฟ้าใช้ มันไม่มีทางเลือก”

ชาวบ้านเกาะโหลนทยอยขึ้นไปใช้ชีวิตบนเกาะภูเก็ตด้วยหลากหลายเหตุผล ทั้งไปเรียนในระดับที่สูงขึ้น, ไปประกอบอาชีพหารายได้, เรื่องความสะดวกในการรักษาตัวในโรงพยาบาล หรือย้ายตามลูกหลานเพราะไม่มีคนดูแล เนื่องจากระยะเวลาเดินทางเพียงสิบกว่านาที ไม่มีเหตุผลต่อความไม่สะดวกสบายหากมีทางเลือก จึงมีคนทยอยออกไปคนแล้วคนเล่า

บ้านบางหลังถูกปล่อยทิ้งไว้เฉย ๆ แต่หลายหลังที่ประกาศขาย ถูกเปลี่ยนมือไปสู่นายทุนอย่างเงียบ ๆ จนชาวบ้านตัดพ้อว่า ต้องเป็นของนายทุนทั้งหมดหรืออย่างไร ถึงจะมีเสียงดังมากพอที่เบื้องบนจะสนใจเข้ามาพัฒนาเกาะแห่งนี้

“เราพอรู้ว่าใครมาอยู่คนแรก แต่เราไม่รู้ว่าใครจะเป็นคนสุดท้าย ถ้าไม่ตายเสียก่อนคงได้เห็น เพราะที่เห็น ๆ อยู่ คืออนาคตก็ไม่พ้นเราด้วยแน่นอน ถ้าเมียผมไม่มีลูกคงให้ไปอยู่บนฝั่ง แต่ใจจริงผมรักที่นี่ อยากตายที่นี่ ถ้ามีไฟฟ้าก็ไม่แน่ อาจจะกลับมาอยู่กัน” บังหรีมสรุป

ระหว่างที่เรานั่งเรือกลับจากเกาะโหลนไปพร้อมฝูงค้างคาว

“เป็นไงเหมือนนั่งเรือทะลุมิติมาเลยใช่ไหม” บังหรีมถาม หากมิติที่ว่านั่นเป็นสองความหมาย ทั้งหมายถึงความรกร้าง ความวังเวง ความห่างไกลความเจริญ กับอีกความหมาย ที่เป็นความอุดมสมบูรณ์ ความเป็นมิตร ความมีชีวิตชีวา 

แต่ไม่ว่าจะความหมายใด ก็ไม่น่าเชื่อว่า เกิดขึ้นในระยะห่างกันเพียง 15 นาทีเท่านั้น ราวกับที่นี่เป็นที่ไหนสักแห่งไกลแสนไกล ไม่ใช่ในพื้นที่รุ่มรวยความเจริญอย่าง จ.ภูเก็ต

สายตาชายชราที่เงยมองฝูงค้างคาวหลังจากพูดประโยคนั้น ยังติดอยู่ในความทรงจำ

ได้แต่หวังว่า หากไฟฟ้าสว่าง จะนำพาลูกหลานบินกลับมาเกาะโหลนเช่นค้างคาว

เรื่องโดย : เอมารินทร์ เปรมนิธิธนกิตติ์

[ บทความนี้เป็นการจัดทำร่วมกันระหว่าง The Southern TH x Data Hatch ]