วันๆ ของชีวิตติ่ง จะมีสักกี่วันที่เรายอมลุกขึ้นมาอาบน้ำ แต่งตัว ขึ้นหน้าขึ้นผมแบบจัดเต็มถ้าไม่ใช่วันคอนเสิร์ตของศิลปินที่เราติดตาม ทั้งที่คนเดียวที่เห็นว่าเราสวย อาจเป็นพี่แกร็บ กับเพื่อนข้างๆ ที่ยืนเบียดกันอยู่ในหลุม แต่ใครจะไปแคร์ เพราะความสุขของการได้ไปคอนเสิร์ตมันล้นจนไม่มีพื้นที่เหลือให้ความลังเลใดๆ 

อุตสาหกรรมดนตรีคือหนึ่งในอุตสาหกรรมยักษ์ใหญ่ของโลก และในทุกประเทศ วงการเพลงก็เติบโต แข็งแรง และขยายตัวอย่างต่อเนื่อง ประเทศไทยเองก็ไม่แพ้ใคร กระแส T-POP คึกคัก สดใส และชัดเจนขึ้นทุกปี กลุ่ม boy band และ girl group เพิ่มขึ้นทุกๆ ปี สอดรับกับการเติบโตของอุตสาหกรรมดนตรีโลกที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องตลอดทศวรรษที่ผ่านมา ในปี 2024 อุตสาหกรรมดนตรีโลกเติบโตเป็นปีที่สิบติดต่อกัน เพิ่มขึ้น 4.8% คิดเป็นมูลค่ากว่า 29.6 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ เสียงเพลงกำลังดังขึ้นทั่วโลก พร้อมกับการเติบโตของกลุ่มแฟนๆ ที่ขยายตัวเป็นวงกว้าง โดยเฉพาะแฟนคลับ K-POP ที่สั่งสมฐานแฟนมาอย่างยาวนาน แน่นหนา และยังมีแนวโน้มจะเติบโตต่อไปอีกไกล

เพราะ ‘คอนเสิร์ต’ คือกิจกรรมความบันเทิงขนาดใหญ่ ใช้ทั้งเวลา พลังงาน และทรัพยากรจำนวนมหาศาล ตั้งแต่การขนส่ง ศิลปิน ทีมงาน อุปกรณ์ แสง สี เสียง ไปจนถึงสินค้าที่แฟนๆ ต้องรีบไปต่อคิวเพื่อซื้อให้ทัน ทั้งหมดนี้ล้วนแฝงไปด้วย ‘ก๊าซคาร์บอน’ และมลพิษอีกมากมายจึงถูกปล่อยออกมาแบบที่เราอาจไม่เห็นด้วยตา แต่เกิดขึ้นจริงในสเกลเดียวกับความยิ่งใหญ่ของงาน


การจัดคอนเสิร์ตในปัจจุบันจำเป็นต้องคำนึงถึงผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมมากกว่าที่เคย ไม่ใช่แค่โชว์หนึ่งรอบ หรืออัลบั้มหนึ่งชุดที่แฟนๆ รอคอยก็ล้วนแต่มีต้นทุนแฝงไปหมดที่กระทบต่อสิ่งแวดล้อมอย่างไม่รู้ ปัจจุบัน โลกของคอนเสิร์ตจึงเริ่มปรับตัว นำมาสู่แนวคิด Low Carbon Concert ลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนฯ และลดการทิ้งร่องรอยมลพิษไว้ให้มากที่สุด เพื่อให้เรายังได้เอ็นจอยกับเสียงเพลงของศิลปินคนโปรด ในขณะที่โลกใบนี้ก็ยังเอ็นจอยไปกับเราด้วย

เตรียมขึ้นหน้าขึ้นผม แต่งตัวให้พร้อม ก่อนจะไปคอนเสิร์ตของศิลปินคนโปรด DataHatch ขอพาทุกคนแวะมารู้จักกับแนวคิดของคอนเสิร์ต Low Carbon Concert กันสักแปปหนึ่ง ดูจำนวนคาร์บอนที่ถูกปล่อยในแต่ละขั้นตอนของการจัดคอนเสิร์ต พร้อมตัวอย่างคอนเสิร์ตและโชว์ดีๆ ที่ทำให้เราอยากซัพพอร์ตศิลปินใส่ใจโลกมากกว่าเดิม 

ขอบคุณข้อมูลจากรายงาน LOW-CARBON K-POP CONCERTS: SING ALONG FOR OUR FUTURE  โดย KPOP 4 PLANET ที่พาเราเปิดโลกคอนเสิร์ตในครั้งนี้ด้วย 

#คอนเสิร์ตจบ #คนไม่จบ #คาร์บอนและขยะที่ตามมาก็ไม่จบด้วยเช่นกัน

คอนเสิร์ตหนึ่งงาน ทิ้งคาร์บอนไว้หลายร้อยตัน

การจะจัดงานอีเวนต์ขนาดใหญ่อย่างคอนเสิร์ต สดๆ สักครั้งหนึ่ง ที่ต้องรองรับจำนวนผู้คนมหาศาล พบว่าเต็มไปด้วยการปล่อยก๊าซเรือนกระจกออกมาหลายสิ่งหลายอย่าง ตั้งแต่ต้นไปจนจบ โดยเฉลี่ย การจัดงานเฟสติวัล 3 วัน ผลิตก๊าซคาร์บอนออกมามากถึง 500 ตัน เท่ากับว่าทุกๆ คน ที่ไปร่วมงาน มีส่วนในการปล่อยก๊าซเหล่านี้ออกมาคนละ 7-14 กิโลคาร์บอนเทียบเท่าต่อวัน

ข้อมูลจากองค์กรไม่แสวงหาผลกำไร เน้นประเด็นสิ่งแวดล้อมและวัฒนธรรมอย่าง Julie’s Bicycle บอกว่าอุตสาหกรรมเพลงจากฝั่งสหราชอาณาจักรปล่อยก๊าซเรือนกระจกออกมามากถึง 540,000 ตันคาร์บอนเทียบเท่า ในปี 2007 โดยกว่า 73% หรือประมาณ 394,000 มาจาก live performance เช่นคอนเสิร์ต หรืองานมิวสิกเฟสติวัลต่างๆ ปริมาณของการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเหล่านี้เทียบเท่าได้กับการปล่อยก๊าซฯ ของรถยนต์กว่า 92,000 คัน ต่อปี และนี่คือข้อมูลแค่ปีเดียว จากงานวิจัยในครั้งนั้น กว่าจะมาถึงวันนี้ที่เราเริ่มคิดถึงผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมมากขึ้น คอนเสิร์ตและงานมิวสิก เฟสติวัลเหล่านี้อาจสร้างผลกระทบกับโลกไปเกินกว่าเราจะนึกถึงแล้วก็ได้ 

สัดส่วนการปล่อยคาร์บอนอื่นๆ คือ 43% มาจากการเดินทางของผู้ชม (สีแดง) ตัวแปรหลักที่มีผลกระทบมากที่สุดแบบหลีกเลี่ยงไม่ได้ รองลงมาคือ 26% จากการผลิตและการจำหน่ายซีดี และอีก 23% มาจากการดำเนินงานของสถานที่จัดแสดงดนตรีหรือ music venues ส่วนที่เหลือราว 1-4% กระจายอยู่ในกิจกรรมเบื้องหลังอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง ไม่ว่าจะเป็นรถบัสทัวร์ของศิลปินและทีมงาน อุปกรณ์ที่ใช้ในการจัดคอนเสิร์ต ระบบไฟฟ้าและเครื่องกำเนิดไฟ (generators) รวมถึงการดำเนินงานต่างๆ ภายในออฟฟิศ สะท้อนว่าคอนเสิร์ตไม่ได้เกิดเพียงครั้งแล้วจบไป แต่ยังมีขั้นตอนก่อนและหลังอีกหลายกระบวนการที่ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม

รถไฟไปคอนเสิร์ต ทำร้ายโลกน้อยกว่า

ถ้าให้ลองเดาว่าอะไรปล่อยก๊าซคาร์บอนออกมามากที่สุดในชีวิตประจำวัน เราก็คงนึกถึงการเดินทาง เพราะเป็นภาพที่เห็นชัดเจน เช่นเดียวกันการเดินทางมีผลกระทบหลักต่อการจัดคอนเสิร์ตเหมือนกัน เพราะ เพราะไม่ใช่แค่ผู้ชมเดินทางมาชมเท่านั้น แต่สตาฟจัดงาน ศิลปิน แม้กระทั่งของต่างๆ ที่ต้องใช้ ต้องเดินทางมายังสถานที่ด้วยเหมือน 

รายงานหนึ่งจาก ‘Festival Carbon Footprint Report v2.0’ โดยองค์กรไม่แสวงหากำไร AGF เผยข้อมูลปี 2023 ว่าเกินกว่าครึ่งของการปล่อยก๊าซคาร์บอนฯ มาจากเรื่องของการเดินทาง ตามภาพก็จะเห็นว่าเครื่องบินชนะใครเพื่อนด้วย 175 กิโลกรัมต่อคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า (kg/co2e) ต่อมาด้วยรถน้ำมันเบนซิล และรถน้ำมันดีเซล 90 kg/co2e เท่ากัน น้อยที่สุดคือรถบัส 22 kg/co2e ดังนั้นแล้ว การปล่อยก๊าซคาร์บอนต่อผู้โดยสารเครื่องบินหนึ่งคนนั้น มากกว่าผู้โดยสารรถบัสถึง 8 เท่า และมากกว่าผู้โดยสารรถไฟถึง 20 เท่า 

รายงานของ REVERB (2023-2025) สำรวจผู้เข้าร่วมงาน 35,000 คน จากคอนเสิร์ตกว่า 400 รายการ ใน 170 เมืองทั่วอเมริกาเหนือ พบว่าแฟนเพลงกว่า 80% เดินทางโดยรถยนต์ ซึ่งก่อให้เกิดการปล่อยก๊าซคาร์บอนประมาณ 38 เท่า หรือใกล้ๆ ตัวอย่างคอนเสิร์ตสี่สาว BLACKPINK มีผู้เข้าร่วมจากต่างประเทศประมาณ 30% นั้น มีการปล่อยก๊าซคาร์บอนออกมา สูงกว่าคอนเสิร์ตของ AKMU นักร้องคู่พี่น้องชาวเกาหลีใต้ ประมาณ 6 เท่า โดยคอนเสิร์ตนี้มีผู้ชมจากต่างประเทศเพียงประมาณ 3% เท่านั้น ยิ่งสะท้อนให้เห็นว่าการโดยสาารด้วยเครื่องบินนั้น มีปริมาณการปล่อยก๊าซคาร์บอนฯ ต่อหัวเยอะตามไปด้วย การดูคอนเสิร์ตในประเทศตัวเองอาจจะเป็นทางเลือกที่เซฟโลกกว่า

นอกจากนี้แล้วยังมีเรื่องของ ‘พลังงาน’ อีกด้วย คือในการจัดคอนเสิร์ตสักครั้งหนึ่ง จะใช้พลังงานไฟฟ้าในระดับเยอะมากๆ มากกว่าที่เราใช้ทุกวันปกติไปไกลมาก นึกภาพเวทีคอนเสิร์ตที่เต็มไปด้วยแสงสีและเสียง เพื่อให้ภาพออกมาสมบูรณ์ที่สุด ตลอดจนจอสกรีนขนาดใหญ่จำนวนไม่รู้กี่ตัว ความร้อนที่แพร่ออกมาจึงมีปริมาณมหาศาลมาก และยิ่งมากขึ้นไปกว่านั้นถ้าเป็นงานคอนเสิร์ตหรือเฟสติวัลกลางแจ้ง ในปี 2024 California’s Portola Music Festival ได้ตัดสินใจให้เวทีหลักของงานขับเคลื่อนด้วยแบตเตอรี่ รองรับผู้คนที่จะเข้ามาชม 45,000 คนต่อวัน วิธีนี้ช่วยลดน้ำมันดีเซลไปได้ประมาณ 6,000 แกลลอน และลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนฯ ไปได้ประมาณ 49 ตัน เทียบเท่ากับการปล่อยของรถน้ำมันดีเซล 11 คัน 

จบหนึ่งคอนเสิร์ต ได้ภูเขาขยะหลายตัน 

บอกว่าคอนเสิร์ตปล่อยก๊าซคาร์บอนฯ ออกอาจจะดูมองเห็นภาพยากไปหน่อย แต่มีสิ่งที่เห็นได้แน่ๆ คือเรื่องของขยะหลังจบงาน และขยะจากอาหาร ตัวอย่างจากงาน Coachella Festival เทศกาลดนตรีระดับโลกจัดขึ้นที่สหรัฐอเมริกา มีคนประมาณ 250,000 คน เข้าร่วมงานตลอดระยะเวลา 2 อาทิตย์ พร้อมศิลปินที่วนเวียนกันขึ้นสเตจอย่างหลากหลาย ผลสรุปงาน คือขยะจำนวนมหาศาลมากกว่าตลอดทุกๆ วัน น้ำหนักของเครื่องบิน Boeing 757 ที่โหลดทั้งผู้โดยสาร 48 ที่นั่ง และใต้ท้องก็โหลดกระเป๋าเดินทางแบบแน่นๆ ยังแพ้ให้กับกองขยะหลังจากจบงานในแต่ละวัน และขยะส่วนมากเดินทางไปสู่หลุมฝังกลบหลังจบงาน 

ข้อมูลจาก A Greener Future (AGF) บอกว่าจริงๆ แล้วสัดส่วนของอาหารเหลือที่มากถึง 34% ในจำนวนทั้งหมดที่ส่งผลต่อการปล่อยก๊าซคาร์บอนออกมาในงานมิวสิกเฟสฯ ที่สหราชอาณาจักร และยุโรป เป็นรองแค่การเดินทางเท่านั้น ซึ่งไม่น่าแปลกใจ เพราะว่าการเดินทางและอาหาร เป็นสิ่งที่ทุกคนต้องใช้ต้องทำเหมือนๆ กันหมดในงานคอนเสิร์ต ไม่ว่าคุณจะทำตำแหน่งหรือบทบาทอะไรก็ตาม 

อาหารยังคงทิ้งพวกร่องรอย carbon footprint ตลอดระยะเวลาทั้งชีวิต การผลิต ขนส่ง เตรียมเสิร์ฟ เสิร์ฟแล้ว และโดนทิ้ง ทำให้หลายๆ ประเทศ และคอนเสิร์ตหันมาให้ความสำคัญมากขึ้น อย่าง Massive Attack’s ‘Act 1.5’ festival คอนเสิร์ตจากสหราชอาณาจักรเลือกเสิร์ฟอาหารทั้งงานมากจาก plant-based ช่วยลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนฯ ไปได้ถึงเกือบถึง 90% 

นอกจากอาหาร ก็ยังมีเรื่องของขยะที่เกิดจากการจัดงาน หรือขยะอื่นๆ ที่มาจากผู้ชมในงาน เช่น ก้นบุหรี่และไฟแช็คมากมีมากกว่า 40% และมีขยะกระดาษอีกประมาณ 20% ที่สามารถนำกลับไปรีไซเคิลได้ถ้าหากเก็บอย่างถูกวิธี

ยุโรปและ K-POP จัดคอนเสิร์ตลดคาร์บอนฯ มากขึ้น

หลายศิลปินที่จัดคอนเสิร์ตเห็นถึงประเด็นนี้มากขึ้นว่าเราจำเป็นต้องทำอะไรสักอย่าง ตัวอย่างหนึ่งที่เป็นที่พูดถึงมาก คือ วงร็อคจากเกาะอังกฤษ ‘Coldplay’ ประกาศชัดเจนตั้งแต่ปี 2021 ว่าคอนเสิร์ตของวงจะต้องใส่ใจในความยั่งยืน ลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนฯ ให้ได้มากที่สุดในหลายๆ ด้าน ผ่าน 3 คีย์หลัก คือ Reduce ลดคาร์บอนไป 50% Reinvent เลือกใช้นวัตกรรมและเทคโนโลยีใหม่  Restore ออกแบบทัวร์คอนเสิร์ตที่เกิดประโยชน์ต่อธรรมชาติมากที่สุด ที่ดังมากๆ ในโลกโซเชียล คือ การจัดพื้นที่ปั่นจักรยานให้แฟนๆ ได้มากช่วยกันปั่น พื้นที่เต้นเพื่อสร้างพลังงานนำไปเป็นหนึ่งในแหล่งพลังงาน ร่วมกับโซชาร์เซลล์ และพลังงานหมุนเวียนอื่นๆ สำหรับใช้ในโชว์ 

นักร้องสาวมหัศจรรย์ทั้งเสียงร้อง และความสนใจในด้านการเมืองอย่าง ‘Billie Eilish’ มีความสนใจกับเรื่องนี้ด้วยเช่นกัน โดยศิลปินสาวติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์แบบไม่ถาวร 136 แผง สำหรับการใช้ในคอนเสิร์ตเมื่อปี 2023 สร้างพลังงานไฟฟ้าไปได้กว่า 750 kWh และลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนฯ ได้มากถึง 1 ตันต่อวัน งานมิวสิกเฟสติวัลอย่าง Outside Lands ที่ซานฟรานซิสโก สหรัฐอเมริกาเอง ก็ตั้งเป้าในการลดผลกระทบต่อธรรมชาติด้วยเหมือนกัน เช่น การไม่ขายเครื่องที่ดื่มหรืออาหาร ที่มีบรรจุภัณฑ์พลาสติก ขายเฉพาะขวดที่ใช้ซ้ำได้เท่านั้น พร้อมตั้ง refill station ไว้ทั่วงาน 

อย่างไรก็ตาม การจัดคอนเสิร์ตหรือเฟสติวัลที่สร้างผลกระทบต่อธรรมชาติน้อยที่สุด ก็ยังมีเรื่องที่ต้องค่อยๆ หาวิธีจัดการไป หลักๆ คือเรื่องพื้นที่จัดงาน หากพื้นที่จัดงานไม่สามารถเอื้อให้เกิดการใช้ไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียนก็เป็นงานยาก ตลอดจนราคาของเทคโนโลยีสีเขียว และพฤติกรรมของแฟนเพลงที่ต้องให้ความสำคัญร่วมไปกับศิลปินและวงด้วยเหมือนกัน 

ส่วนวงการ K-POP เองก็มีเหมือนกัน เริ่มต้นที่ตึกดำอย่าง YG Entertainment ได้ประกาศว่ามีการจัดการวัดปริมาณการปล่อยก๊าซคาร์บอนจากการจัดคอนเสิร์ตอย่างเป็นระบบ และดำเนินการจัดการอย่างเป็นระบบเช่นกัน เริ่มต้นใช้งานครั้งแรกตั้งแต่ คอนเสิร์ต BLACKPINK’s ‘[BORN PINK] FINALE IN SEOUL’ ในปี 2023 พร้อมออกแนวทางการจัดคอนเสิร์ตคาร์บอนต่ำออกมาหลังจากนั้น และนำไปใช้ต่อกับอีกหลายคอนเสิร์ต 

ตึกชมพูหรือ SM Entertainment ก็ไม่น้อยหน้า ร่วมมือกับ Asian Forest Cooperation Organization (AFoCO) มีมาตรการวัดปริมาณการปล่อยก๊าซคาร์บอนฯ ที่ปล่อยออกมา พร้อมคำนวณในรายละเอียดต่างๆ ตั้งแต่เครื่องดื่ม การเดินทาง ที่พักต่างๆ พร้อมกับออกแบบเวทีโชว์ หรือนิทรรศการของศิลปินด้วยวัสดุอัพไซเคิลมากขึ้น เช่น นำป้ายที่เคยใช้ในคอนเสิร์ต NCT DREAM มาผลิตเป็นพวงกุญแจและมอบเป็นของขวัญให้กับแฟนๆ แทน 

และตึกสุดท้าย HYBE Entertainment ได้มีการทำ ESG reports ตั้งแต่ปี 2023 แม้ว่าจะยังไม่มีมาตรการวัดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกออกมาชัดเจน แต่มีแอคชั่นบางอย่าง เช่น จัดรถ shuttle ไฟฟ้า รับส่งสำหรับแฟนๆ จากโซลหรือพื้นที่ใกล้เคียง ไปยังพื้นคอนเสิร์ต เลือกใช้ตั๋วอิเล็กทรอนิกส์มากกว่าตั๋วกระดาษ และเสื้อผ้าของศิลปินในค่ายหันมาใช้วัสดุอัพไซเคิลมากกว่าการสั่งตัดเสื้อผ้าใหม่ในทุกๆ ครั้ง

ไทยจะเป็นเมืองคอนเสิร์ต ต้องหาทางลดการปล่อยคาร์บอนฯ ให้ได้

คนไทยแซวกันเองอยู่บ่อยๆ ว่าประเทศเราเป็น ‘เมืองคอนเสิร์ต’ ที่ก็ไม่เกินจริงนัก เพราะมีศิลปินจากทั่วโลกเลือกบินมาจัดคอนเสิร์ตที่ไทยอย่างต่อเนื่อง อย่างในปี 2565 มีการจัดคอนเสิร์ตทั้งหมด 210 ครั้ง ปี 2566 เพิ่มเป็น 219 ครั้ง และในปี 2567 ตัวเลขพุ่งขึ้นถึง 307 ครั้ง ครอบคลุมทั้งศิลปินไทยและต่างประเทศ

ด้วยแนวโน้มนี้ การจัดคอนเสิร์ตในไทยน่าจะยังคงอยู่ในระดับสูงต่อไปอีกระยะหนึ่ง และหากเราเริ่มนำแนวคิด Low Carbon Concert เข้ามาปรับใช้จริงจัง ก็อาจกลายเป็นอีกแรงดึงดูดสำคัญ ให้ผู้จัดหรือศิลปินที่ใส่ใจสิ่งแวดล้อมเลือกประเทศไทยเป็นจุดหมายมากขึ้น

ทั้งยุโรปและเกาหลีเองก็เริ่มปรับตัว Low Carbon Concert ในไทยก็ดูจะเป็นไปได้ ชวนให้ตั้งคำถามต่อว่า แล้วในทุกๆ ภาคส่วนของคอนเสิร์ต เราสามารถลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนลงได้ตรงไหนบ้าง ตั้งแต่การจัดการขยะที่หลงเหลือ สินค้าที่ขายไม่หมด การเดินทางไป-กลับของผู้ชม ทีมงาน และศิลปิน ซึ่งทั้งหมดต้องอาศัยการวางแผนและการจัดการอย่างเป็นระบบ ในรายงานฉบับนี้ของ KPOP 4 PLANET ได้เสนอแนวทางสำหรับอุตสาหกรรม K-POP ซึ่งดูแล้วสามารถนำมาปรับใช้กับบริบทของประเทศไทยได้เช่นกัน ได้แก่

  1. วัดและเปิดเผยการปล่อยก๊าซคาร์บอนตลอดทั้งกระบวนการจัดคอนเสิร์ต พร้อมจัดทำแผนลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนออกมา
  2. เลือกใช้พลังงานหมุนเวียน เพื่อลดการปล่อยก๊าซ
  3. ส่งข้อความเกี่ยวกับการดำเนินการด้านสภาพภูมิอากาศที่ชัดเจน จากศิลปินตรงถึงแฟนเพลง
  4. ลดและจัดการขยะในสถานที่จัดคอนเสิร์ต จำกัดการใช้พลาสติกแบบใช้แล้วทิ้ง
  5. ลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนจากการขนส่งให้เหลือน้อยที่สุด

ประเทศไทยมีคอนเสิร์ตจัดอย่างต่อเนื่อง มีสถานที่รองรับหลากหลาย เหลือเพียงการพัฒนาให้ครบและเหมาะสมมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นระบบขนส่งสาธารณะที่เข้าถึงสถานที่จัดงานได้สะดวก เพื่อลดการใช้รถยนต์ส่วนตัว พื้นที่เติมน้ำภายในงานสำหรับผู้ชม หรือบริการอำนวยความสะดวกอื่นๆ ที่ช่วยลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม

ในอนาคต เรื่องของการลดคาร์บอนและผลกระทบต่อธรรมชาติอาจกลายเป็นหนึ่งในปัจจัยแรกๆ ของผู้จัดคอนเสิร์ต ภาครัฐ และทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง ไม่แน่ว่าหากเราใส่ใจเรื่องนี้มากพอ ประเทศไทยอาจก้าวขึ้นมาเป็น เมืองคอนเสิร์ตได้อย่างเต็มปากเต็มคำ ทั้งในแง่ความบันเทิง และความรับผิดชอบต่อโลกใบนี้