
ถ้าให้ทายกันว่าใครคือกลุ่มคนที่ตกเป็นเป้าของการฟ้องปิดปากมากที่สุด คุณจะคิดว่าพวกเขาเป็นใคร อาจเป็นนักกิจกรรม นักข่าว หรือนักปกป้องสิทธิมนุษยชน ที่ด้วยบทบาท พวกเขาจำเป็นต้องออกมาพูดถึงประเด็นต่างๆ ในพื้นที่สาธารณะ แต่แท้จริงแล้ว 78% ของผู้ที่โดนฟ้องปิดปาก (SLAPP) เป็นเพียงชาวบ้านในพื้นที่ที่โดนละเมิดสิทธิ และพวกเขาแค่ต้องการปกป้องสิทธิของเขาเอง
เมื่อบ้านของพวกเขาได้รับผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมจากเหมืองหรือโรงงานที่เข้ามาตั้งในพื้นที่ ย่อมไม่แปลกที่ชาวบ้านต้องการปกป้องสิ่งแวดล้อมและสุขภาพของตัวเอง แต่สิ่งที่พวกเขาได้รับกลับกลายเป็นคดีฟ้องปิดปาก บางคดีเรียกค่าเสียหายหลายล้านบาท ชาวบ้านต้องเสียเวลาไปศาล ไม่ได้ทำมาหากิน
ขณะที่หลายครั้งผู้ฟ้องอาจไม่ได้หวังผลทางคดีนัก แต่แค่ต้องการฟ้องเพื่อคุกคามและสร้างความหวาดกลัวให้ผู้ถูกฟ้อง และทำให้ผู้ถูกฟ้อง รวมถึงคนอื่นๆ ไม่กล้าออกมาเคลื่อนไหวในประเด็นดังกล่าวอีก
หลายคนอาจคิดว่า ต้องออกมาพูดแต่เรื่องใหญ่ๆ เท่านั้นถึงจะถูกฟ้องปิดปากได้ แต่จริงๆ ก็มีคดี SLAPP ที่เกิดจากการแชร์โพสต์ข่าว หรือเขียนรีวิวสินค้าและบริการ ซึ่งผลของการฟ้องปิดปากอาจทำงานกับเราโดยไม่รู้ตัว เพราะการฟ้องปิดปากนำไปสู่สภาวะความกลัวจนไม่กล้าพูด (Chilling Effect) ดังที่เราเห็นได้จากข่าว เวลาเอ่ยถึง ‘บริษัทแห่งหนึ่ง’ หรือ ‘ร้านอาหารแห่งหนึ่ง’ เป็นต้น
ถ้าใครคิดว่า SLAPP เป็นเรื่องไกลตัว บอกเลยว่า แท้จริงแล้วเราอาจตกเป็นเป้าของการเล่นงานด้วยกฎหมายได้ง่ายกว่าที่คิด
DataHatch ชวนดูภาพรวมสถิติคดี SLAPP ในไทย จากรายงานการศึกษาโดยโครงการพัฒนาแห่งสหประชาชาติ ประจำประเทศไทย (UNDP) เก็บข้อมูลระหว่าง พ.ศ. 2540-2565 และรายงานการศึกษาโดย Protection International Thailand (PI) เก็บข้อมูลระหว่าง พ.ศ. 2557-2565 ที่ทำให้เห็นว่าการฟ้องปิดปากเป็นปัญหาด้านสิทธิมนุษยชนมากแค่ไหน พร้อมมองก้าวต่อไปของการร่างกฎหมาย Anti-SLAPP ซึ่งจะเป็นหนึ่งในทางออกสำคัญของการแก้ปัญหานี้
คดีแบบไหนที่เข้าข่าย SLAPP

การฟ้องปิดปาก หรือการดำเนินคดีเชิงยุทธศาสตร์เพื่อระงับการมีส่วนร่วมของสาธารณะ (Strategic Lawsuits Against Public Participation: SLAPP) อยู่ภายใต้ร่มของการคุกคามด้วยกระบวนการยุติธรรม (Judicial harassment)
ถ้าเห็นคำว่า SLAPP แล้วนึกถึง Slap ที่แปลว่า ‘ตบ’ ก็แปลว่าเก็ตเซนส์ถูกแล้ว เพราะ Penelope Canan และ George W. Pring ผู้จัดทำรายงานศึกษาเรื่องการฟ้องปิดปาก ในวารสาร Social Problems ตีพิมพ์เมื่อปี ค.ศ. 1988 ตั้งชื่อย่อ SLAPP เพื่อให้เห็นถึงเจตนาที่แท้จริงของการใช้กระบวนการทางกฎหมายในการคุกคามผู้อื่น
SLAPP เป็นการคุกคามที่ใช้กระบวนการทางกฎหมายในทางที่มิชอบ โดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อสะกัดกั้นเสรีภาพในการพูด สำนักงานข้าหลวงใหญ่สิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ (Office of the United Nations High Commissioner for Human Rights: OHCHR) มองนิยามของการฟ้องปิดปากว่าต้องมีลักษณะเข้าข่าย 3 ประการ ดังนี้
1. มีความไม่สมดุลทางอำนาจของผู้ฟ้องและผู้ถูกฟ้อง โดยอาจเป็นอำนาจทางเศรษฐกิจหรือการเมือง ฝ่ายโจทก์เป็นผู้มีอำนาจทางการเงิน มีกำลังทรัพย์ในการดำเนินคดี ส่วนฝ่ายจำเลยเป็นกลุ่มคนที่ไม่มีอำนาจ และไม่มีกำลังทรัพย์เทียบเท่ากับโจทก์
2. เป็นประเด็นที่เกี่ยวข้องกับสาธารณะ เช่น การปกป้องทรัพยากรธรรมชาติ หรือการแสดงความคิดเห็นทางการเมือง ซึ่งเมื่อเกิดการฟ้องปิดปากขึ้น ย่อมส่งผลให้เกิดบรรยากาศความหวาดกลัวในสังคม คนอื่นไม่กล้าออกมาเคลื่อนไหวในประเด็นดังกล่าว ส่งผลให้การมีส่วนร่วมของสาธารณะลดลงไปด้วย
3. เป็นการใช้กระบวนการยุติธรรมในทางที่มิชอบ เช่น การฟ้องในพื้นที่ห่างไกล การทำให้คดีล่าช้าและยาวนาน มีลักษณะของการกลั่นแกล้ง ทำให้จำเลยลำบากในการใช้ชีวิต ต้องเดินทางไปศาลเพื่อดำเนินการเรื่องคดีเป็นระยะเวลานาน และเสียทรัพย์สินในการต่อสู้คดี
ลักษณะต่างๆ นี้เองที่ทำให้คนอื่นๆ กลัวโดนฟ้องและไม่กล้าออกมาเคลื่อนไหวในประเด็นนั้นต่อ ทำให้เห็นว่า เป็นการฟ้องปิดปาก ที่โจทก์อาจไม่ได้ฟ้องเพื่อหวังชนะคดีเลยด้วยซ้ำ
ตัวอย่างลักษณะการฟ้องคดีที่ส่อว่าเป็นการฟ้องปิดปาก คือบริษัทเดียวฟ้องเรียกค่าเสียหายชาวบ้านหลายคนที่ออกมาคัดค้านการดำเนินการของบริษัท หรือการฟ้องเพื่อไม่ให้บุคคลใดสามารถปฏิบัติหน้าที่คุ้มครองประโยชน์สาธารณะได้อย่างเต็มที่ เช่น กรณีบริษัทด้านโทรคมนาคม ฟ้องร้อง ศ.ดร.พิรงรอง รามสูต กรรมการ กสทช.
SLAPP ในไทยมีแนวโน้มสูงขึ้น

หลายหน่วยงานเก็บสถิติและจัดทำรายงานเกี่ยวกับคดีฟ้องปิดปากในประเทศไทย โดยบทความชิ้นนี้ได้อ้างอิงข้อมูลจากผู้จัดทำรายงานทั้งหมด 2 แหล่ง ได้แก่ โครงการพัฒนาแห่งสหประชาชาติ ประจำประเทศไทย (UNDP) และ Protection International Thailand (PI) เนื่องจากรายงาน 2 ฉบับนี้มีข้อมูลครอบคลุมสถิติรายปี มีการแบ่งประเภทผู้ฟ้อง-ผู้ถูกฟ้อง พฤติกรรมที่ทำให้ถูกฟ้อง และพื้นที่ที่ดำเนินคดี ที่สามารถนำมาวิเคราะห์ต่อได้
รายงานการศึกษาเรื่อง กฎหมายและมาตรการป้องกันการดำเนินคดีเชิงยุทธศาสตร์เพื่อระงับการมีส่วนร่วมของสาธารณะในบริบทธุรกิจกับสิทธิมนุษยชน โดยโครงการพัฒนาแห่งสหประชาชาติ ประจำประเทศไทย (UNDP) ชี้ว่า ประเทศไทยมีจำนวนคดี SLAPP ในบริบทธุรกิจกับสิทธิมนุษยชน ระหว่าง พ.ศ. 2540-2565 รวม 109 คดี
ทั้งนี้ องค์กรเครือข่ายส่วนใหญ่ที่คณะวิจัยเก็บข้อมูลการฟ้องคดี ทำงานในประเด็นสิ่งแวดล้อมและประเด็นแรงงานเท่านั้น ยังไม่ครอบคลุมประเด็นสาธารณะอื่นๆ
เมื่อมองลึกลงไปถึงลักษณะการฟ้องคดี รายงานข้างต้นระบุว่า ในจำนวน 109 คดี
- 74% เป็นคดีอาญา
- 26% เป็นคดีแพ่ง
สัดส่วนดังกล่าวสะท้อนลักษณะสำคัญของ SLAPP ในประเทศไทยที่ใช้กระบวนการยุติธรรมทางอาญาเป็นเครื่องมือในการจำกัดการมีส่วนร่วมของสาธารณะ
ทั้งนี้ การฟ้องคดีหมิ่นประมาท ซึ่งกฎหมายไทยกำหนดให้เป็นความผิดได้ทั้งทางอาญาและทางแพ่ง แต่เหตุที่มักดำเนินคดีทางอาญามากกว่า เพราะมีโทษจำคุกและโทษปรับในอัตราที่สูง จึงสามารถสร้างภาระทางคดีให้ผู้ที่โดนฟ้องเป็นอย่างมาก
อีกเหตุผล ที่การฟ้องปิดปากของมักใช้การดำเนินคดีทางอาญา เพราะตามความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา (ป.อาญา) มาตรา 326 ฐานหมิ่นประมาท และมาตรา 328 ฐานหมิ่นประมาทโดยการโฆษณา สามารถแจ้งความต่อเจ้าหน้าที่ตำรวจ และให้เจ้าหน้าที่ดำเนินกระบวนการทางคดีต่อได้ จึงมีต้นทุนและขั้นตอนไม่ซับซ้อนสำหรับผู้ฟ้อง
แตกต่างจากหลายประเทศที่ SLAPP มักอยู่ในรูปคดีทางแพ่ง ซึ่งผู้ฟ้องต้องเป็นผู้ดำเนินการฟ้องคดีด้วยตนเอง
ส่วนข้อมูลจากองค์กร Protection International Thailand (PI) พบว่า ระหว่างปี พ.ศ. 2557-2565 มีคดีที่เข้าข่าย SLAPP มากกว่า 570 คดี โดยแนวโน้มสถิติพุ่งสูงขึ้นหลังจากการรัฐประหาร
แม้ว่าเมื่อปี 2562 ประเทศไทยจะมีการแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา (ป.วิ.อาญา) มาตรา 161/1 เพิ่มอำนาจให้ศาลยกฟ้องคดีตั้งแต่ขั้นตอนการตรวจฟ้อง หากพบว่า เป็นการฟ้องคดีโดยไม่สุจริต หรือเข้าข่ายการฟ้องกลั่นแกล้งด้วยกระบวนการยุติธรรม แต่กลับยังไม่ถูกนำมาใช้มากนัก โดยศาลมักอ้างปัญหาการตีความเรื่อง “การดำเนินคดีโดยไม่สุจริต” อีกทั้งยังมีกรณีที่บริษัทใช้วิธีการแจ้งความผ่านพนักงานสอบสวน ไม่ได้ฟ้องตรง เพื่อเลี่ยงอำนาจของมาตรา 161/1
78% ของผู้ที่โดนฟ้องปิดปากคือชาวบ้านในพื้นที่

ข้อมูลที่รวบรวมโดย UNDP ระหว่าง พ.ศ. 2540-2565 ชี้ว่า 78% ของผู้ที่โดนฟ้องปิดปากเป็นชาวบ้าน/ผู้ถูกละเมิดสิทธิ หมายความว่า หากชาวบ้านที่เจอปัญหาอะไรในบ้านตัวเอง และเพียงอยากออกมาเรียกร้องเพื่อปกป้องสิทธิของตัวเองก็โดนฟ้องได้
ส่วนสื่อมวลชนถูกฟ้อง 3% แม้ตัวเลขจะดูเหมือนไม่มากแต่อย่าลืมว่าการที่สื่อทำงานตามบทบาทและโดนฟ้องปิดปาก ส่งผลกระทบต่อบรรยากาศโดยรวมของภูมิทัศน์สื่อไทยเป็นอย่างมาก เพราะสิ่งที่ตามมาคือ สื่อเซ็นเซอร์ตัวเอง บรรยากาศการรายงานข่าว การทำข่าวสืบสวนสอบสวนลดลง สื่อไม่สามารถทำหน้าที่ตรวจสอบความไม่ชอบมาพากลได้อย่างเต็มที่
อีกทั้งการที่สื่อเซ็นเซอร์ตัวเองส่งผลกระทบต่อแหล่งข่าวหรือประชาชนที่ออกมาขับเคลื่อนเรียกร้องในประเด็นต่างๆ เพราะสื่อไม่สามารถทำหน้าที่เป็นกระบอกเสียงให้ประชาชนได้ ในหลายกรณีประชาชนผู้ออกมาเรียกร้องในประเด็นใดๆ ก็โดนฟ้องปิดปากเช่นกัน แต่ประเด็นที่ประชาชนเรียกร้องกลับไม่ถูกนำไปขยายหรือรายงานต่ออย่างเหมาะสมตามบทบาทสื่อ เพราะสื่ออยู่ในสภาวะของการเซ็นเซอร์ตัวเอง
ส่วนฝั่งผู้ฟ้อง สัดส่วนที่นำโด่งมาเป็นอันดับหนึ่งคือ บริษัทเหมืองแร่ 34% รองลงมาคืออุตสาหกรรมปศุสัตว์ 21% และบริษัทพลังงาน 14%
ตัวอย่างประเด็นที่เป็นข่าวดังคือ กรณีกลุ่มชาวบ้านที่คัดค้านการทำเหมืองแร่ทองคำในจังหวัดเลย ถูกบริษัทประกอบกิจการเหมืองแร่ฟ้องร้องดำเนินคดีทั้งหมดกว่า 20 คดี ทั้งความผิดฐานบุกรุกจากการก่อสร้างสิ่งกีดขวางบนถนน ความผิดฐานหมิ่นประมาทจากการให้สัมภาษณ์ทางสถานีโทรทัศน์ ความผิดเกี่ยวกับการเผยแพร่ข้อมูลเท็จเข้าไปในระบบคอมพิวเตอร์ ความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการ นอกจากนี้ ยังฟ้องเรียกค่าเสียหายในคดีแพ่งรวมกว่า 320 ล้านบาท
ด้านอุตสาหกรรมปศุสัตว์ ปรากฎการณ์ดำเนินการโดยฟาร์มไก่เจ้าเดียว ตั้งแต่ปี 2559 ฟ้องทั้งคดีอาญาและคดีแพ่งไปถึง 39 คดี โดยมีจำเลยถึง 23 คน
ส่วนการฟ้องร้องโดยบริษัทพลังงาน มีตัวอย่างกรณีที่เด่นของ บริษัท กัลฟ์ เอ็นเนอร์จี ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) ซึ่งฟ้องนักวิชาการ นักการเมือง บรรณาธิการสำนักพิมพ์ ผู้ออกมาวิพากษ์วิจารณ์บริษัทในประเด็นต่างๆ อย่างน้อย 7 คดี ในช่วงปี 2564-2566
แสดงออกออนไลน์ โดนฟ้องมากสุด: เมื่อ พ.ร.บ.คอมฯ ถูกใช้เป็นเครื่องมือ SLAPP

สำหรับการกระทำที่ทำให้โดนฟ้อง ข้อที่มากที่สุดเป็นอันดับหนึ่งคือ การเผยแพร่ข้อมูลและแสดงออกออนไลน์ ถึง 28% สะท้อนให้เห็นถึงการนำ พ.ร.บ. คอมพิวเตอร์ มาใช้เป็นเครื่องมือในการฟ้องปิดปาก
สำหรับ พ.ร.บ. คอมพิวเตอร์ ปี 2550 และที่แก้ไขเพิ่มเติม มีอยู่เนื้อหาที่เป็นการเปิดช่องให้เกิดคดีจำกัดสิทธิในการแสดงความคิดเห็นบนโลกออนไลน์ อยู่ที่มาตรา 14 ที่แม้จะมีความพยายามแก้ไข ไม่ให้ถูกนำมาใช้ฟ้องพ่วงกับคดีหมิ่นประมาท เมื่อปี 2560 แต่ก็ยังพบการใช้กฎหมายนี้มาฟ้องคดี SLAPP อยู่
ข้อมูลจาก iLaw ระบุว่า เจตนารมณ์ของ พ.ร.บ. คอมพิวเตอร์ มาตรา 14 คือ ป้องกันและปราบปรามการหลอกลวงผ่านทางระบบคอมพิวเตอร์ แต่เนื่องจากบทบัญญัติถูกนำมาตีความใช้กับข้อมูลหรือเนื้อหาบนโลกออนไลน์ได้ พ.ร.บ. คอมพิวเตอร์ จึงถูกนำมาใช้เป็นเครื่องมือในการฟ้องปิดปาก
ตัวอย่างกรณีที่เกิดขึ้น เกี่ยวกับการใช้ พ.ร.บ. คอมพิวเตอร์ ที่ทำให้เห็นถึงความกว้างขวางของการตีความขอบเขตกฎหมายที่ใช้ฟ้อง ที่เพียงแค่แชร์ข่าวโดยไม่ได้แสดงความเห็นประกอบก็ถูกฟ้องได้ คือกรณีผู้ผลิตแอนิเมชัน ‘2475 รุ่งอรุณแห่งการปฏิวัติ’ ฟ้องสำนักข่าวประชาไทและประชาชนที่แชร์ข่าวรวม 6 ราย ข้อหาหมิ่นประมาท และนำเข้าข้อมูลเท็จ ตาม พ.ร.บ. คอมพิวเตอร์ มาตรา 14(1) จากเหตุรายงานข้อมูลของบริษัทที่เคยได้รับโครงการผลิตสื่อของกองทัพบก 11
โดยหนึ่งในจำเลยที่โดนฟ้องเป็นประชาชนที่เพียงแชร์ข่าวโดยไม่ได้เขียนแสดงความคิดเห็นอะไรเพิ่มเติม
นอกจากนี้ ในประเด็นก่อนหน้านี้ที่ได้กล่าวถึงบุคคลที่เป็นเป้าหมายของการดำเนินคดี ซึ่งเป็นนักข่าว 3% แต่เมื่อมาดูในสถิติการกระทำที่ทำให้โดนฟ้อง จะเห็นว่าเป็นการให้สัมภาษณ์สื่อ 15% และการทำหน้าที่สื่อมวลชน 10% ซึ่งทั้งสองข้อนี้ ล้วนกระทบต่อบรรยากาศการรายงานข่าวต่อสาธาณะทั้งสิ้น เพราะไม่ว่าจะเป็นสื่อมวลชนหรือแหล่งข่าวก็เสี่ยงต่อการโดนฟ้องได้
SLAPP กระจายทุกภูมิภาคทั่วไทย ทั้งประเด็นระดับชาติและท้องถิ่น

Protection International Thailand (PI) เก็บรวบรวมสถิติในประเด็นการฟ้องปิดปากนักปกป้องสิทธิ โดยแยกพื้นที่ซึ่งมีการคุกคามโดยกระบวนการยุติธรรมและฟ้องปิดปากไว้ด้วย ทำให้เห็นว่า คดีฟ้องปิดปากกว่า 570 คดี กระจายไปทั่วทุกภูมิภาคของไทย
อย่างไรก็ตาม ตัวเลขดังกล่าวครอบคลุมข้อมูลถึงปี 2565 เท่านั้น ขณะที่การฟ้องปิดปากยังคงดำเนินต่อเนื่องถึงปัจจุบัน ทั้งคดีในระดับชาติ เช่น กรณีของ สฤณี อาชวานันทกุล นักวิชาการอิสระด้านการเงิน ที่ถูก วรภัค ธันยาวงษ์ อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง ยื่นฟ้องคดีอาญาในข้อหาหมิ่นประมาทด้วยการโฆษณาและความผิดตาม พ.ร.บ. คอมพิวเตอร์ พร้อมเรียกค่าเสียหายในทางแพ่งจำนวน 50 ล้านบาท หลังเผยแพร่ข้อความว่าเขาเกี่ยวข้องกับขบวนการฟอกเงินข้ามชาติ และเป็นนอมินีให้เครือข่ายอาชญากรรมเข้ายึดกิจการสถาบันการเงินในไทย
หรือกรณีของ วิฑูรย์ เลี่ยนจำรูญ จากมูลนิธิชีววิถี (BioThai) ที่ถูกบริษัท ซีพีเอฟ ฟ้องในข้อหาหมิ่นประมาทด้วยการโฆษณา จากการเผยแพร่ข้อมูลเกี่ยวกับการระบาดของปลาหมอคางดำในเวทีสาธารณะ ซึ่งเป็นประเด็นที่ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและภาคเกษตรกรรมของไทย
รวมถึงคดีเกี่ยวกับประเด็นในเชิงพื้นที่ เช่น กรณีที่เกิดขึ้นในภาคเหนือของผู้พันเจต ช่างซอ และทันตแพทย์ตรีวัตน์ วงศ์ขุนสุววรณ ตัวแทนชุมชนที่คัดค้านโครงการโรงไฟฟ้าขยะป่าหุ่ง จ.เชียงราย ซึ่งถูกนายกองค์การบริหารส่วนตำบลป่าหุ่งฟ้องในข้อหาหมิ่นประมาทโดยการโฆษณา จากการเคลื่อนไหวในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับโครงการ
คดีเหล่านี้สะท้อนให้เห็นว่า การฟ้องปิดปากเกิดขึ้นได้หลายพื้นที่ หลายประเด็น และหลายพฤติกรรมการแสดงออก ทั้งการแสดงความคิดเห็น ตรวจสอบ หรือเคลื่อนไหวในเรื่องที่เกี่ยวข้องกับประโยชน์สาธารณะ ไม่ว่าจะด้านการเมือง เศรษฐกิจ หรือสิ่งแวดล้อม
อ้างอิง
– รายงาน Silencing Justice: Battling Systematic SLAPP Attacks on Women and Human Rights Defenders in Thailand โดย Protection International Thailand (PI)
ร่างกฎหมาย Anti-SLAPP และแนวทางป้องกันการฟ้องปิดปาก

กฎหมาย Anti-SLAPP เป็นหนึ่งในแนวทางสำคัญในการแก้ปัญหาการฟ้องปิดปาก ปัจจุบันมีร่างกฎหมาย Anti-SLAPP ที่กำลังดำเนินการอยู่ 3 ฉบับ กล่าวคือ
1. ฉบับกรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ กระทรวงยุติธรรม
2. ฉบับพรรคประชาชน
3. ฉบับสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา
ร่างกฎหมาย Anti-SLAPP ฉบับกรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพเป็นการออกกฎหมายใหม่ฉบับเดียว เพื่อแก้ไขกฎหมายเดิม 4 ฉบับ คือ ป.อาญา ป.วิ.อาญา ป.แพ่ง ป.วิ.แพ่ง เพื่อแก้ปัญหาการฟ้องปิดปากทั้งความผิดทางอาญาและทางแพ่ง
สาระสำคัญในส่วนของคดีอาญา คือเพิ่มขั้นตอนให้กระบวนการยุติธรรมช่วยเหลือจำเลยที่ถูกฟ้องคดีปิดปาก เช่น พนักงานสอบสวนพิจารณาปล่อยตัวและอัยการยุติคดีได้, คดีที่ฟ้องไกลหรือหลายที่ให้สันนิษฐานว่าเป็นการฟ้องปิดปาก, จำเลยยื่นศาลอาญาขอยุติคดีก่อนไต่สวนมูลฟ้องได้ โดยพิจารณาให้จบใน 30 วัน และกำหนดบทลงโทษโจทก์หากพิสูจน์ได้ว่าเป็นคดีฟ้องปิดปาก เช่น การชดใช้ค่าเสียหาย
ส่วนคดีแพ่ง มีประเด็นสำคัญคือ หากจำเลยเผยแพร่ข่าวโดยไม่รู้ว่าเป็นข่าวเท็จ ไม่จำเป็นต้องชดใช้ค่าเสียหาย, จำเลยยื่นศาลแพ่งขอยุติคดีภายใน 60 วัน หลังได้รับคำฟ้อง โดยพิจารณาให้จบใน 30 วัน ระหว่างนั้นให้ชะลอการพิจารณาคดี, กำหนดบทลงโทษโจทก์หากพิสูจน์ได้ว่าเป็นคดีฟ้องปิดปาก
ด้านร่างกฎหมาย Anti-SLAPP ของพรรคประชาชน เป็นการเสนอร่างแก้ไขกฎหมาย 4 ฉบับ คือ ป.อาญา ป.วิ.อาญา ป.แพ่ง ป.วิ.แพ่ง โดยหลักการพื้นฐานของคดีอาญาต่างกันกับฉบับกรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ คือยกเลิกโทษทางอาญาของคดีหมิ่นประมาทให้เหลือเพียงโทษทางแพ่ง (ปรับไม่เกิน 10,000 บาท), เพิ่มนิยามของ “การมีส่วนร่วมเพื่อประโยชน์สาธารณะ” ที่เป็นเหตุยกเว้นความผิดได้, ขอให้ศาลอาญายกฟ้องภายใน 30 วัน นับจากวันรับคำแถลง และสามารถเพิ่มขั้นตอนให้ยุติคดีก่อนไปสู้คดีในขั้นตอนรับฟ้องได้
ส่วนร่างกฎหมายคดีแพ่ง ระบุให้ยุติคดีโดยเร็ว, หากเผยแพร่ข่าวโดยไม่รู้ว่าเท็จ เป็นประเด็นที่เป็นประโยชน์สาธารณะ มีความระมัดระวังเพียงพอ ไม่ต้องชดใช้ค่าเสียหาย, จำเลยยื่นศาลแพ่งขอยุติคดีใน 15 วัน หลังได้รับคำฟ้อง และกำหนดบทลงโทษโจทก์ให้ชดใช้ค่าเสียหายหากเป็นคดีฟ้องปิดปาก
ร่างกฎหมาย Anti-SLAPP ฉบับสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา เสนอร่างแก้ไข ป.วิ.แพ่ง ฉบับเดียว ในการป้องกันการฟ้องปิดปากเฉพาะคดีแพ่ง ไม่รวมถึงคดีอาญา มีการกำหนดการกระทำโดยไม่สุจริตในศาล เช่น บิดเบือนข้อเท็จจริง คุกคาม ทำให้เกิดความลำบากเกินควร ใช้สิทธิทางศาลแล้วคู่ความไม่ปฏิบัติตาม และจงใจประวิงเวลา และระบุว่า ถ้าศาลแพ่งเห็นว่าฝ่ายใดก็ตามมีพฤติกรรมไม่สุจริตให้ถอนกระบวนพิจารณาคดี สั่งลงโทษ ชดใช้สินไหม-ปรับสูงสุด 300,000 บาท
ส่วนการคุ้มครองก่อนฟ้องคดี ระบุว่าโจทก์สามารถขอใช้สิทธิก่อนฟ้องคดีเพื่อป้องกันความเสียหายได้ เช่น สั่งจำเลยห้ามกระทำซ้ำ, ขออายัดทรัพย์สินไว้ก่อน, ระงับการดำเนินการทางทะเบียน เป็นต้น โดยหลังใช้สิทธิต้องฟ้องคดีใน 15 วัน
อย่างไรก็ตาม นอกจากการผลักดันร่างกฎหมาย Anti-SLAPP ยังมีข้อเสนออื่นในการแก้ปัญหาการฟ้องคดีปิดปาก ในระหว่างที่รอกฎหมายออกมาใช้บังคับ เช่น ขอให้สภาทนายความกำกับดูแลสมาชิก ไม่ให้รับทำคดีฟ้องปิดปาก, มีมาตรการลงโทษทนายความที่รับทำคดีฟ้องปิดปาก หรือให้องค์กรทางด้านสิทธิมนุษยชน เช่น OHCHR, กสม. เป็นตัวกลางในการหารือกับหน่วยงานในกระบวนการยุติธรรม เป็นต้น
ความพยายามเหล่านี้เป็นส่วนสำคัญในการทำให้การใช้สิทธิในการแสดงออกและตรวจสอบสังคมเกิดขึ้นได้อย่างปลอดภัยมากขึ้น ซึ่งการแก้ปัญหา SLAPP ในประเทศไทยเป็นประเด็นที่ต้องติดตามทั้งในด้านกฎหมายและการบังคับใช้ต่อไป โดยต้องใช้ความร่วมมือจากหลายภาคส่วนเพื่อผลักดันให้สำเร็จ